มาร่วมกันเปิดโลกทัศน์ใหม่เกี่ยวกับ Joomla! CMS ชุดโปรแกรมสำหรับการสร้างระบบหลังบ้านให้เว็บไซต์ที่ธุรกิจน้อยใหญ่ทั่วโลกสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้องค์กรได้สำเร็จมาแล้ว บนค่าใช้จ่ายที่น้อยกว่าเมื่อเทียบกับระบบที่มีการเก็บค่าลิขสิทธิ์การใช้งานแสนแพง
       
       ***ใครว่า Open Source CMS ทำได้แค่เว็บเล็กๆ มาดู Joomla! CMS สิทำได้มากกว่าที่คุณคิด
       (โดย อัครวุฒิ ตำราเรียง ประธานกรรมการบริษัท มาร์เวลิค เอ็นจิ้น จำกัด/ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ JoomlaCorner.com)
       
       Open Source CMS ในมุมมองของบางคนหรือบางบริษัทในเมืองไทย ยังมีความคิดว่าไม่สามารถใช้งานได้จริงในเชิงธุรกิจ บางคนบอกว่ามันไม่ปลอดภัย บางคนบอกว่าไม่สามารถรองรับคนใช้จำนวนมากๆได้ หรือบางคนบอกว่าไม่สามารถตอบสนองความต้องการของบริษัทขนาดใหญ่ได้ เพราะมีข้อจำกัดต่างๆนาๆ
       
       แต่ขณะนี้ บริษัทอย่าง Tesco , eBay , McDonald , PizzaHut ซึ่งเป็นบริษัทขนาดใหญ่ต่างเลือกใช้ Joomla! ในการทำเว็บไซต์ โดยเทสโก้ บริษัทยักษ์ใหญ่ในอังกฤษได้เลือกใช้ Joomla! เป็นเว็บ eLearning สำหรับพนักงานมากกว่า 400,000 คน ภายใต้เว็บไซต์ TestcoAcaemy.com
       
       ในปัจจุบันคงไม่มีใครปฏิเสธความสำคัญของการมีเว็บไซต์เพื่อเพิ่มช่องทางในการประชาสัมพันธ์สินค้าหรือธุรกิจของตนเองให้เป็นที่รู้จัก รวมถึงเป็นช่องทางในการขายสินค้าตลอด 24 ชั่วโมง ส่วนของเครื่องมือที่ใช้ในการสร้างเว็บไซต์นั้นปัจจุบันมีมากมายให้ได้เลือกใช้ ทั้งเว็บไซต์สำเร็จรูป ร้านค้าออนไลน์ หรือใช้ซอฟต์แวร์ประเภทที่เรียกกว่า Content Management System หรือ CMS ซึ่งมีทั้งซอฟต์แวร์ที่ขายเป็นไลน์เซนส์การใช้งาน และที่เป็นซอฟต์แวร์เปิดเผยรหัส (โอเพนซอร์ส)
       
       ซึ่งในที่นี้จะยกตัวอย่างถึง การนำโอเพนซอร์สที่ชื่อ Joomla! มาใช้ในการสร้างเว็บไซต์ เพื่อเป็นการเพิ่มช่องทางในการเพิ่มยอดขายให้กับองค์กร ที่ต้องการสร้างภาพลักษณ์ของตน โดยเฉพาะการใช้ร้านค้าสำเร็จรูป ถึงแม้ว่าอาจจะยังไม่ตอบโจทย์ได้ครบถ้วนนัก แต่ Joomla! เป็นซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สที่ได้รับความนิยม 2.5% ของเว็บไซต์ในปัจจุบัน ซึ่งประกอบไปด้วยเว็บไซต์ส่วนบุคคล ธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง รวมไปถึงเว็บไซต์ขนาดใหญ่
       
       โดย Joomla! สามารถรองรับการนำไปพัฒนาเป็น Webbase Application ต่างๆ Joomla! ถือกำเนิดมาตั้งแต่ปี 2005 การพัฒนาและบริหารโครงการทำโดยคอมมูนิตี้จากทั่วโลก มีการดาวน์โหลดไปใช้งานแล้วมากกว่า 19 ล้านครั้ง มี Extensions เสริมมากกว่า 6,000 Extensions (http://extensions.joomla.org)
       
       ในส่วนของรูปแบบการนำ Joomla! มาสร้างเว็บไซต์เพื่อเพิ่มช่องทางขายนั้นทำได้หลากหลาย ในทุกๆ ธุรกิจ เช่น ธุรกิจร้านอาหาร ก็นำเสนอเมนูอาหาร รวมถึงสามารถให้มีการจองโต๊ะล่วงหน้าได้

รวมทั้ง Mcdonald Arabia แมคโดนัลในกลุ่มประเทศอาหรับที่ใช้ Joomla! ในการพัฒนาเว็บไซต์ ให้ข้อมูลเมนูอาหาร ของสะสม รวมถึงสถานที่ตั้งของสาขาต่างๆ ในกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง
       
       IKEA ประเทศซาอุดิอาระเบีย http://www.ikea.com.sa ใช้ Joomla! ขับเคลื่อนเว็บไซต์ 2 ภาษา คือ อาหรับและอังกฤษ รวมถึงใช้ extensions ที่ใช้สำหรับเป็น shopping cart ในการสั่งซื้อสินค้า IKEA Store เป็นร้านขายอุปกรณ์ตบแต่งบ้านคล้ายๆ โฮมโปร ในบ้านเรา
       
       Suwannin Place : ธุรกิจให้บริการเช่าห้องพัก ได้ใช้ Joomla! และ Extensions สำหรับบริหารจัดการโรงแรม ในการรับจองห้อง รวมถึงตัดชำระผ่านบัตรเครดิต
       
       หน่วยงาน SOCA ของประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นหน่วยงานเหมือน FBI หรือ DSI ในบ้านเราก็เลือกใช้ Joomla! ในการพัฒนาเว็บไซต์
       
       หรือแม้กระทั่ง eBay ก็เลือกใช้ Joomla! เป็นแพลตฟอร์มในการพัฒนาพอทัลสำหรับพนักงาน 16,400 คน รายละเอียดเพิ่มเติมอ่านได้ที่ http://www.ebayinc.com/content/press_release/ebay_selects_joomla_open_source_to_foste
       
       ที่กล่าวมานั้นเป็นเพียงตัวอย่างเบื้องต้นของหน่วยงานที่ได้นำ Joomla! ไปใช้พัฒนาเว็บไซต์ สำหรับท่านที่สนใจในส่วนของ extensions เสริมของ Joomla! ที่ใช้สำหรับร้านค้านั้น Joomla! มีมากมายให้ท่านได้เลือกใช้ ตั้งแต่ระดับเล็กๆ ไปจนถึงระดับบริหารจัดการร้านค้าแบบเบ็ดเสร็จในตัว สำหรับ extensions ที่ได้รับความนิยมนำมาใช้กันมากในปัจจุบัน ก็ได้แก่
       
       VirtueMart (http://virtuemart.net ) ซึ่งในบ้านเราก็ได้รับความนิยมเช่นกัน เนื่องจากมีทีมพัฒนาภาษาไทย (http://joomlacorner.com) และได้ออกแพคเกจชื่อ Joomla! LaiThai eCommerce Edition (http://www.joomlacorner.com/jcornernews/315-laithai-e-commerce-edition-vm-114-joomla-1515.html) ซึ่งเป็นการรวมการติดตั้ง Joomla! และ VirtueMart เข้าด้วยกัน ทำให้สะดวกในการติดตั้งมากขึ้น
       
       นอกจาก VirtueMart แล้วก็ยังมี TienDa ซึ่งเป็น eCommerce Extensions ตัวใหม่ ที่น่าจัดตามอง ซึ่งผู้พัฒนาเองได้เดินทางมาบรรยายเกี่ยวกับ TienDa ให้กับกลุ่มผู้ใช้ในเอเซียในงาน JoomlaDay Bangkok 2010 เมื่อกลางเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาสามารถดาวน์โหลดสไลด์ได้ที่เว็บไซต์ http://www.joomladay.in.th
       
       VirtueMart และ TienDa เป็นเพียงตัวอย่างของ Extensions ที่ใช้ในการสร้างร้านค้าออนไซต์แบบเบ็ดเสร็จในเว็บของตนเอง ซึ่งนอกจากที่จะเป็น Extensions ประเภทนี้แล้ว ก็ยังมี Extensions ประเภทอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น Google Adsense หรือการเชื่อมกับระบบ eCommerce ภายนอกอื่นๆ เช่นเชื่อมต่อกับ Magento , osCommerce ฯลฯ
       
       นอกจากการเปิดเว็บไซต์ขายสินค้าของตนเองแล้ว สำหรับท่านที่ไม่มีสินค้าของตนเองท่านก็ยังสามารถเปิดเว็บไซต์ หารายได้จากการทำ Affiliate ซึ่งใน Joomla! ก็มี Plugin เสริมหลากหลายเพื่ออำนวยความสะดวก รวมถึงการสร้างรายได้จากผู้พัฒนา Extensions สำหรับ Joomla! ซึ่งจะเรียกว่า Joomla! Affiliates Program ที่ผู้ร่วมโครงการจะได้ค่าคอมมิชชั่นจากการโฆษณาในลักษณะของ Referral ตัวอย่างของผู้ให้บริการที่เปิดให้ทำในลักษณะ Affiliates เช่น
       
       •RocketTheme เว็บขายเทมเพลตสำหรับ Joomla! จ่ายให้ 20% เมื่อมีผู้สมัครสมาชิก
       •iJoomla จ่ายให้ 20% , สะสมอย่างน้อย $9 USD จึงจะโอนเงินได้
       •Alledia - 10% สะสมอย่างน้อย $5 USD จึงจะโอนเงินได้
       •JoomlArt - 20% สะสม $100USD จึงจะโอนเงินได้
       •Sharp 5 - 20% สะสม $100USD จึงจะโอนเงินได้
       •BuyHttp - 25% สะสม $100USD จึงจะโอนเงินได้
       
       ในประเทศไทย Joomla! ได้รับความนิยมมากเป็นอันดับ 1 เมื่อดูจาก Google Trends เนื่องจากในประเทศไทยมี Community ที่แข็งแกร่งในการให้บริการ ให้ความรู้ ได้แก่ JoomlaCorner.com, เว็บไซต์ Joomla User Group ประเทศไทย Joomla.or.th มีการจัดงาน JoomlaDay ประจำปีและมีผู้ร่วมงานเพิ่มขึ้นทุกๆ ปี รวมถึงมีบริษัทที่เชี่ยวชาญให้บริการในเชิงธุรกิจครบวงจร ให้บริการตั้งแต่การฝึกอบรม ไปจนถึงการรับพัฒนา Extensions เสริมเพื่อให้เหมาะกับลักษณะงานประเภทต่างๆ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นส่วนประกอบให้ Joomla! ได้รับความนิยมสูงขึ้นเรื่อยๆ ในปัจจุบัน
       
       อะไรทำให้คนส่วนใหญ่เลือกใช้จูมล่า
       
       1. ใช้ง่าย - Joomla มีการออกแบบ UI หรือส่วนของการติดต่อกับผู้ใช้งานที่เข้าใจง่าย มีความยืดหยุ่นในการใช้งาน จะไม่ได้กำหนดตายตัว เช่นชื่อเมนู สามมารถเปลี่ยนเองได้ ปรับลำดับเองได้ กำหนดการแสดงผลข้อมูลต่างๆ เองโดยไม่ต้องแก้ไข Code
       
       2. ทรงพลัง - Joomla! มีระบบที่รองรับ จำนวนผู้ใช้ และรองรับ Cache Server เช่น Eaccelerator, Memcache, Xcache, APC Joomla!
       
       สามารถใช้ได้ทั้งกับ Server ที่ใช้ linux OS และ Windows OS
       ใช้ ภาษาPHP
       ใช้ฐานข้มูล MySQL
       
       3. รองรับ SEO (Search Engine Optimization) - Joomla! ออกแบบมาให้ รองรับ SEO (Search Engine Optimization) เนื่องจากคนส่วนใหญ่ใช้ Search Engine ในการค้นหาข้อมูล แทนที่จะต้องพิมพ์ URL (Uniform Resource Locator) ก็ใช้ Keyword (คำค้น) ป้อนลงไปใน Search Engine Box ต่างๆ ก็จะค้นหาสิ่งที่ตัวเองต้องการ
       ซึ่งเว็บที่พัฒนา หรือปรับแต่งให้ รองรับ SEO ก็ย่อมได้เปรียบ ซึ่ง Joomla! เอง ก็มีความสามารถนั้น
        
       4. ลิขสิทธิ์ เป็น Opensource GNU/GPL - ผู้พัฒนาสามารถนำ Source Code ของ Joomla! ไปใช้งาน แก้ไข ดัดแปลง แจก ได้ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย แต่ในความเป็นจริงจะไม่นิยมแก้ไข Source Code ของ Joomla! แต่จะเขียน ระบบเสริมขึ้นมาหากมีความต้องการบางอย่างที่ไม่มีในตัว Joomla! ซึ่งตอนนี้เองมีคนทำออกมามากกกว่า 6,000 Extensions (http://extensions.joomla.org)
       
       5. Free (ถ้าลงมือทำเอง) - แน่นอนว่าค่าใช้จ่ายในตัว Software Joomla! นั้นไม่มี สามารถ แก้ไข ดัดแปลง แจก ได้ แต่หากคุณต้องเรียนรู้การใช้งานนั้นเอง หากคุณต้องการประหยัดเวลาในการเรียนรู้ ด้วยตัวเองก็ต้องไปเรียนกับผู้เชี่ยวชาญ หรือหากคุณต้องการใช้งานแต่ไม่อยากลงมือทำเอง ก็ต้องจ้างผู้เชี่ยวชาญในการพัฒนาทำให้
       
       ยินดีต้องรับสู่โลกแห่งความ“FREE" ซึ่งในความหมายของ OpenSource คือ Freedom อิสระในการใช้งานครับ
 
 
 
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

คำสาปของผู้ชนะ

posted on 12 Oct 2010 22:06 by sarawutpat  in Investment

"ข่าวดี" ในแวดวงของนักเล่นหุ้นที่พบมากที่สุดอย่างหนึ่ง ก็คือ การที่บริษัท "ชนะ" อะไรบางอย่าง เช่น

 

การประมูลใบอนุญาตประกอบกิจการ ที่ถูกควบคุมโดยหน่วยงานของรัฐ เช่น กิจการโทรคมนาคม การชนะประมูลก่อสร้างสาธารณูปโภคขนาดใหญ่  และการชนะประมูลหรือแข่งขันซื้อกิจการของบริษัทจดทะเบียน เป็นต้น เพราะทุกครั้งที่มี "ข่าวดี"  ดังกล่าว นักเล่นหุ้นต่างก็จะเข้าซื้อหุ้นไล่ราคาจนขึ้นไปสูง  คนคิดว่าการที่บริษัทชนะการประมูล จะทำให้ผลประกอบการในอนาคตของบริษัทเติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

แต่ความเป็นจริง ก็คือ การชนะประมูลนั้น ไม่ได้แปลว่าบริษัทจะต้องมีกำไรเพิ่มในอนาคต การชนะการประมูลนั้น หมายความเพียงว่า บริษัทจะมีโอกาสสร้างรายได้มากขึ้น  มีธุรกิจมากขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่า บริษัทจะต้องมีกำไรเพิ่มขึ้น หรือบริษัทจะมีกำไรเพิ่มขึ้นคุ้มค่ากับเงินที่จะต้องลงทุนเพิ่ม 

นักวิเคราะห์หุ้นของบริษัทโบรกเกอร์ ก็มักจะมีหลักคิดที่อิงอยู่กับความเชื่อ ที่มี "หลักการอ้างอิง" และเป็น "ประโยชน์" ต่อโบรกเกอร์เองในการกระตุ้นให้คนซื้อขายหุ้น ดังนั้น นักวิเคราะห์ส่วนมาก ก็จะคาดการณ์ผลประกอบการที่จะเพิ่มขึ้นอย่างคนมองโลกในแง่ดี นั่นคือ คาดว่าบริษัทจะมีกำไรเพิ่มขึ้นคุ้มค่า หรือเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญตามรายได้ที่จะเพิ่มขึ้น  ไม่มีใครบอกว่า  การ "ชนะ" การประมูลหรือแข่งขันดังกล่าวเป็นสิ่งที่เลวร้าย และจะทำให้บริษัทขาดทุน หรือจะเป็น "หายนะ" ของบริษัทในอนาคต เหนือสิ่งอื่นใด การที่ "หุ้นวิ่ง" ขึ้นไปทันที  จะให้อธิบายได้อย่างไรว่าบริษัทกำลังจะเผชิญกับ "ภัยพิบัติ" จากการชนะประมูล

แต่สำหรับผมเอง การที่บริษัทชนะประมูลหรือชนะในการซื้อกิจการแข่งกับคนอื่น ผมไม่ได้ถือว่ามันเป็นข่าวดีเสมอไป ว่าที่จริงหลายครั้งผมคิดว่ามันเป็น "ข่าวร้าย" ของบริษัท  เพราะ "ราคา" ที่บริษัทเสนอที่จะจ่ายให้กับผู้ให้ใบอนุญาต หรือผู้จ้างหรือผู้ขาย "แพงเกินไป" และถ้าเป็นอย่างนั้น การ "ชนะ" และทำให้รายได้ของบริษัทในอนาคตเพิ่มขึ้นก็ไม่เป็นประโยชน์ แต่กลับเป็นโทษเพราะทำให้กำไรต่อหุ้นของบริษัทลดลง หรือในบางครั้งทำให้บริษัทขาดทุน และกลายเป็นหายนะได้ ปรากฏการณ์ที่บริษัท "ชนะ" แต่กลับ "พ่ายแพ้" และเสียหายในภายหลัง เนื่องจากการ "จ่าย" หรือ "ต้นทุน" ที่แพงเกินไปนี้เรียกกันว่า  "Winner’s Curse" หรือ "คำสาปของผู้ชนะ"

ผู้ชนะต้อง "คำสาป" ได้อย่างไร สถานการณ์อย่างไรที่มักทำให้ผู้ชนะ "ถูกสาป" ลองมาดูเหตุการณ์สมมติว่ามีกิจการหนึ่งที่อยู่ในอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโตเป็นอุตสาหกรรมที่มีอนาคต และมีศักยภาพในการทำกำไรดีแต่การประเมินผลประกอบการในอนาคตก็ไม่แน่นอน  ได้ประกาศขายและเปิดให้คนมาประมูลซื้อ  ผู้เข้าประมูลมีจำนวนหลายราย  แต่ละคนก็ประเมินมูลค่าของกิจการเพื่อเสนอราคาซื้อ และถึงแม้ว่าต่างก็ได้รับข้อมูลเท่าๆ กัน แต่มุมมองและการวิเคราะห์ก็ต่างกัน 

ดังนั้น บางคนก็จะให้มูลค่าต่ำกว่าความเป็นจริง แต่บางคนและน่าจะเป็นส่วนมาก ก็มองโลกในแง่ดีและให้มูลค่าสูงกว่าความเป็นจริง ในที่สุด คนที่เสนอราคาสูงที่สุดก็ชนะ และได้กิจการไปพร้อมกับ "คำสาป" นั่นก็คือ เขาจะเสียหายและประสบกับภัยพิบัติในภายหลังเนื่องจากเขาจ่ายแพงเกินไป  ซึ่งอาจจะเป็นเพราะเขาประเมินรายได้ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตสูงเกินไปและ/หรือประมาณการต้นทุนต่ำเกินไป เป็นต้น

ลักษณะของ ผู้ชนะที่จะ "ถูกสาป" นั้น มักเกิดขึ้นกับกิจการที่เปิดขายหรือเปิดประมูลดังนี้ คือ ข้อแรก เป็นกิจการที่มีจำนวนจำกัดแต่มีคนต้องการมาก ข้อสอง กิจการมีความไม่แน่นอนในอนาคตสูงซึ่งทำให้การประเมินผลการดำเนินงานทำได้ยากและไม่แน่นอน  ข้อสาม  ถ้าการขายเป็นดีลที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวและผู้ขายกับผู้ซื้อไม่มีความสัมพันธ์ต่อเนื่อง และ สุดท้าย ก็คือ ความ "อยากได้" ของผู้ซื้อหรือผู้เข้าประมูลมีมาก เนื่องจากเหตุผลบางอย่างที่ไม่ใช่เรื่องของธุรกิจล้วนๆ มีสูงกว่าปกติ 

ลักษณะทั้งหมดนี้ มักจะทำให้ผู้ชนะ ก็คือ ผู้ที่จ่ายราคาสูงเกินความเป็นจริงไปมาก เพราะเขาอาจจะประเมินราคาผิดพลาด เนื่องจากการมองโลกในแง่ดี หรือมีแรงจูงใจที่อยากจะชนะสูงที่สุด

ข้อสังเกตเพิ่มเติมของผม ก็คือ เนื่องจากการ "ชนะ" ประมูลหรือชนะในการซื้อกิจการ เป็น "ข่าวดี" ที่สำคัญของหุ้นในตลาด ดังนั้น หลายบริษัทโดยเฉพาะที่ผู้บริหาร "เล่น" หุ้นของตนเองด้วย จึงมักมีความโน้มเอียงที่จะเอาชนะในการประมูลหรือซื้อกิจการ เพราะนั่นหมายความว่า หุ้นจะขึ้นและเขาอาจจะได้ประโยชน์ในระยะเวลาอันสั้น  และนั่นก็จะนำมาซึ่ง "คำสาป" ที่จะตามมา  ซึ่ง  Value Investor จะต้องเข้าใจ

ก่อนที่จะจบผมอยากจะย้ำให้เห็นถึงประสบการณ์  Winner’s Curse ว่า เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมาแล้วมากมายในตลาดหุ้นไทย ทั้งที่ย้อนหลังไปนับสิบๆ  ปี และที่เกิดขึ้นเร็วๆ  นี้  ตัวอย่างที่ชัดเจนน่าจะเป็นเรื่องของกิจการโทรคมนาคม ที่บางบริษัทได้ใบอนุญาตทำกิจการซึ่งในช่วงแรกถือเป็นข่าวดี และทำให้หุ้นมีราคาสูงขึ้นไปมาก แต่ในระยะยาวแล้ว กลับมีผลประกอบการที่ย่ำแย่ขาดทุนจนราคาหุ้นตกต่ำลงไปมาก  แม้แต่ในเรื่องของการชนะประมูลงานก่อสร้างขนาดใหญ่ของทางราชการเองนั้น  หลายครั้งก็ไม่ได้สร้างกำไรให้กับบริษัท

ทั้งๆ  ที่ในช่วงประมูลได้นั้น หุ้นก็วิ่งตาม "ข่าวดี" เช่นกัน ประสบการณ์ของการชนะในการซื้อกิจการก็คล้ายๆ กัน ในวันที่บริษัทซื้อกิจการสำเร็จนั้น หุ้นก็วิ่งแรง แต่ภายหลังเมื่อบริหารกิจการนั้นกลับพบว่า กำไรไม่ได้มาตามที่คาด ผลก็คือ หุ้นก็หงอยลง  คนที่ซื้อหุ้นในช่วงที่มีข่าวดี และถือยาวในที่สุดก็ขาดทุนย่อยยับ 

ดังนั้น สำหรับผมเองที่เน้นการลงทุนระยะยาวแล้ว การที่บริษัท "ชนะ"  ในการประมูล หรือการซื้อกิจการนั้น  ผมจะต้องวิเคราะห์อย่างลึกซึ้งว่านั่นเป็นการชนะที่ดี หรือจะเป็นการชนะที่ "ต้องคำสาป" หากว่ามีโอกาสสูงที่จะเป็นอย่างหลัง ผมก็จะไม่ดีใจและอาจจะขายหุ้นโดยเฉพาะถ้าหุ้นขึ้นไปเพราะ "ข่าวดี" ที่เกิดขึ้นในช่วงสั้น

 

โดย : โลกในมุมมองของ Value Investor:ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

edit @ 12 Oct 2010 22:08:15 by Brain food อาหารสมอง

โคมไฟดีไซน์สวยเก๋ของร้าน “NATAYA LAMP SHOP”

โดดเด่นด้วยการนำภูมิปัญญาพื้นบ้านอย่างการจักสานหวายมา

ผสมผสานกับไอเดียออกแบบ เกิดเป็นผลงานโคมไฟสไตล์โมเดิร์นที่

ตลาดตอบรับอย่างดียิ่ง และที่สำคัญกว่านั้น ยังมีส่วนช่วยสร้างงานและ

สร้างรายได้ให้แก่ชุมชนในจังหวัดนราธิวาสด้วย

ณรงค์ เงินยางแดง เจ้าของกิจการ เล่าว่า พื้นเพเป็นชาวจังหวัดเชียงใหม่

โดยพี่สาวของเขา (สนธยา อาแวปูเต๊ะ) ชื่นชอบและสนใจงานด้านหัตถกรรมจักสาน

ประกอบกับเมื่อประมาณ 7-8 ปีที่แล้ว สินค้าหัตถกรรมจาก จ.เชียงใหม่ กำลังเป็นที่

ต้องการของตลาดมาก ดังนั้น จึงทดลองผลิตโคมไฟที่ใช้หัตถกรรมหวายมาผสมผสาน

 โดยพี่สาวจะรับผิดชอบด้านการผลิตทั้งหมด ว่าจ้างชาวบ้านใน จ.เชียงใหม่

เป็นแรงงานผลิต ส่วนตัวเขารับผิดชอบด้านการทำตลาด โดยมาเปิดร้านขายในตลาดนัดสวนจตุจักร

 “ตอนนั้น ในสวนจตุจักร สินค้าประเภทนี้ ยังไม่มีมาก่อน ทำให้ได้รับความสำเร็จอย่างสูง

 ถึงขนาดลูกค้าต้องเข้าคิวซื้อเลย ส่วนการออกแบบนั้น จุดเริ่มมาจากข้อจำกัดของเส้นหวาย

ซึ่งค่อนข้างแข็ง จัดรูปทรงได้ยาก การสานหวายจึงต้องเป็นเส้นตรงทั้งแนวนอนและขวาง

ดังนั้น รูปทรงของโคมไฟจึงออกมาเป็นลักษณะทรงเหลี่ยมเสียเป็นส่วนใหญ่ ปรากฎว่า

ลูกค้าให้การตอบรับอย่างดี จึงยึดรูปแบบนี้เป็นเอกลักษณ์ประจำของเรา” ณรงค์ อธิบาย

ขั้นตอนการทำโคมไฟหวายจะเริ่มจากขึ้นโครงด้วยเหล็กเส้น แล้วนำเส้นหวายที่ทาสีดำไว้แล้ว มาถักขึ้นลงขึงตามเหล็กเส้นจนได้เป็นลวดลายต่างๆ ภายในซ้อนด้วยผ้าดิบ ส่วนด้านฐานล่างเป็นแผ่นไม้สี่เหลี่ยม สามารถถอดออกเพื่อเปลี่ยนหลอดไฟได้ มีแบบหลักๆ คือ แบบทรงตรง และทรงบิดเกลียว ขนาดมีให้เลือกตั้งแต่สูง 1 ฟุตถึงสูงสุด 1.30 เมตร ราคาเริ่มต้น 390 บาทถึง 1,900 บาท

  ด้านการผลิต ช่วงแรกเป็นแรงงานชาวเชียงใหม่ กระทั่ง พี่สาวแต่งงานกับสามี ซึ่งเป็นชาวจังหวัดนราธิวาส พี่สาวจึงย้ายถิ่นฐานไปอยู่ที่จังหวัดใต้สุดของประเทศไทย พร้อมกันนั้นได้ย้ายฐานการผลิต โดยไปสอนอาชีพ ให้แก่ชาวบ้านในท้องถิ่น ที่ บ้านมะรือโบตก ต.มะรือโบตก อ.ระแงะ จ.นราธิวาส เพื่อเป็นแรงงานผลิตทดแทน

       อย่างไรก็ตาม ด้วยปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ดังกล่าว ในที่สุด เมื่อประมาณ 3 ปีที่แล้ว พี่สาว และครอบครัวต้องตัดสินใจย้ายกลับมาอยู่บ้านเกิดที่เชียงใหม่ อย่างไรก็ตาม ยังคงให้ชาวบ้านมะรือโบตก ที่ จ.นราธิวาส เป็นแรงงานผลิตต่อไป

  ณรงค์ อธิบายเหตุผลเสริมว่า เนื่องเป็นแรงงานฝีมือที่ร่วมงานกันมานาน จึงมีความชำนาญสูง

อีกทั้ง ยังอยากเป็นส่วนเล็กๆ ที่ช่วยสร้างงาน และสร้างรายได้ให้แก่ชาวบ้านในพื้นที่ดังกล่าวด้วย



       ด้วยระยะทางระหว่างผู้สั่งงานกับแรงงานผลิตอยู่ห่างไกลกันมาก

ย่อมเป็นอุปสรรคในการทำงานอย่างยิ่ง ณรงค์ เล่าให้ฟังว่า การออกแบบและ

สั่งงานต่างๆ จะติดต่อกันผ่านเทคโนโลยี โดยเฉพาะทางอินเตอร์เน็ต โดยมีผู้นำ

กลุ่ม คอยดูแลและตรวจสอบคุณภาพสินค้าให้ ส่วนวัตถุดิบหวายจะหาซื้อจากกรุงเทพฯ

และส่งไปให้ทางรถไฟ ส่วนวัตถุดิบอื่นๆ เช่น เหล็กเส้น ผ้าดิบ และอุปกรณ์หลอดไฟ

สามารถหาซื้อได้ในท้องถิ่น และเมื่องานเสร็จแล้ว จะจัดส่งคืนกลับมาที่กรุงเทพฯ ทางรถไฟอีกครั้ง

 

“ข้อจำกัดทางขนส่งที่ต้องอาศัยทางรถไฟอย่างเดียว อีกทั้ง ระยะทางค่อนข้างไกล

ทำให้ผมต้องวางแผนในการรับออเดอร์จากลูกค้า ต้องเผื่อเหลือเผื่อขาดอย่างน้อย 3-4 วัน

เพราะรถไฟมักเกิดปัญหาต่างๆ นานา เช่น รถไฟตกราง ประท้วงหยุดงาน หรือการก่อความไม่สงบ เป็นต้น

 แต่ถึงจะมีปัญหาต่างๆ นานา ทำให้ขาดความสะดวกไปบ้าง แต่ผมและพี่สาว ก็คิดตรงกันที่จะให้ชาวบ้านที่นราธิวาสเป็นผู้ผลิตต่อไป เพราะงานประเภทนี้กว่าจะชำนาญ ต้องใช้ฝึกฝนนาน อีกทั้ง พวกเราทำงานด้วยกันมานานจนเกิดความผูกพัน และเชื่อใจซึ่งกันและกัน” เจ้าของธุรกิจ อธิบายเสริม

       ช่องทางตลาดนั้น โดยหลักจะผ่านหน้าร้าน “NATAYA LAMP SHOP” ในตลาดนัดสวนจตุจักร โครงการ 8 ซ.15/3 เลขที่ 405-406 และออกงานแฟร์ อย่างเช่นงานโอทอปประจำปี กลุ่มลูกค้ากว่า 80% จะเป็นนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ส่วนอีก20% จะเป็นลูกค้าคนไทย ที่มักซื้อไปเป็นอุปกรณ์ตกแต่งบ้าน หรือซื้อไปขายต่อตามแหล่งท่องเที่ยว เป็นต้น

 ณรงค์ ยอมรับว่า ปัจจุบันเฉพาะแค่ในสวนจตุจักรมีผู้ผลิตสินค้าลักษณะใกล้เคียงกันจำนวนมาก ทำให้เกิดปัญหาถูกผู้ผลิตรายอื่นขายตัดราคา กระทบให้ยอดขายลดลง อย่างไรก็ตาม ไม่คิดจะลดราคาลงไปแข่งตาม แต่จะมุ่งรักษามาตรฐานที่ดี ออกแบบใหม่สม่ำเสมอ ประกอบกับเน้นบริการที่ดีหลังการขาย เพื่อให้ลูกค้ายอมจ่ายแพงขึ้นเล็กน้อย เพื่อแลกกับคุณภาพที่ดีกว่า

 

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

 

edit @ 25 Sep 2010 11:03:37 by Brain food อาหารสมอง

3 กูรูด้านการลงทุน แนะวิธีส่งต่อความมั่งคั่งสู่ทายาท พร้อมวิธีสอนลูกใช้เงินอย่างคุ้มค่าและเป็นสุข

รวยสุดท้ายก็มักขัดสน คนนิสัยประหยัด แม้จะยากจนก็มักมีเหลือเก็บ ความสำคัญของ "เงิน" อยู่ที่คุณค่าการใช้ ไม่ใช่ "ปริมาณ" สามดอกเตอร์สอนลูกเรื่องเงิน ส่งต่อ "ความรวย" ด้วยศาสตร์และศิลป์ เพราะพวกเขามองว่า..ชีวิตของลูกอยู่ในกำมือของพ่อแม่

ตลอดชีวิตการลงทุนที่ผ่านมา ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร จะเลือกเฟ้นแต่เฉพาะหุ้น "เฟิร์สคลาส" (ชั้นหนึ่ง) ตรงกันข้ามกับวิถีการใช้ชีวิตจะใช้แบบ Economy (คุ้มค่า) โดยมองทุกอย่างที่ความคุ้มค่าของเงิน และประโยชน์ที่ได้รับกลับมา โดยจะไม่จ่ายอะไรที่แพงเกินความจำเป็น เพราะฉะนั้น "การใช้จ่าย" เพื่อซื้อความสุข สำหรับ Value Investor จึงไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง

กูรูด้านการลงทุนหุ้นคุณค่าหมายเลขหนึ่งของเมืองไทย เล่าว่า วิธีสอนเรื่องการใช้เงินกับ "น้องแจน" น.ส.พิสชา เหมวชิรวรากร (นักศึกษาหลักสูตรนานาชาติ สาขาการจัดการการสื่อสารคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ) ลูกสาวคนเดียว ในฐานะพ่อจะทำตัวให้เป็นตัวอย่างมากกว่าบอกว่าลูกต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้

ส่วนตัวคิดว่าเด็กสมัยใหม่บางคนไม่ถูกกดดันให้ต้องหาเงินเองทำให้มีคำถามกลับมาว่าทำไมต้องประหยัดด้วย อย่างเช่นน้องแจนไปเที่ยวบ้านเพื่อนก็จะกลับมาถามว่าทำไมเราไม่สร้างบ้านให้ใหญ่เหมือนเขา (ทั้งๆ ที่รู้ว่าพ่อรวย) คนเป็นพ่อแม่จะต้องอธิบายให้เขาฟังด้วยเหตุผลว่าอะไรที่จำเป็นอะไรไม่จำเป็น

ดร.นิเวศน์ เคยเล่าว่า ทุกวันนี้ยังไม่มีบ้านเป็นของตัวเอง บ้านของดอกเตอร์เป็นบ้านชั้นเดียวเล็กๆ บนเนื้อที่ไม่กี่ตารางวา ย่านอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิของแม่ยาย ทุกคนอยู่รวมกัน เห็นหน้ากันทุกวัน ไม่มีพื้นที่สำหรับความเป็นส่วนตัว ไม่มีคนรับใช้ แต่บ้านหลังนี้ไม่เคยปราศจากไออุ่นของทุกคน

"บ้านผมมีห้องเดียวนะ เป็นบ้านที่อยู่ตั้งแต่สมัยที่ไม่มีตังค์เลย ตอนแต่งงานใหม่ๆ ชีวิตทำงานกินเงินเดือน ก็ไม่ได้มีตังค์มาก ทุกวันนี้ก็ยังอยู่บ้านหลังเดิม...ความสะดวกสบายในบ้านจริงๆ มีน้อย บ้านหลังเล็กมาก แต่ผมไม่ได้ต้องการอะไรมากกว่านี้ เพราะมาคิดดูอีกทีถามว่าไปอยู่บ้านหลังใหญ่ๆ โตๆ ได้มั้ย มันก็ได้ แต่บ้านใหญ่โตไม่ได้ให้ความสุขกับเรามากไปกว่าบ้านหลังเล็ก ทุกคนใกล้ชิดกัน เจอหน้ากันทั้งวัน"

หลักการเรื่องความคุ้มค่าของเงินจะต้องมาพร้อมกับ "ความสุข" เสมอ เรื่องนี้ ดร.นิเวศน์ เชื่อว่า สิ่งใดที่ต้องจ่ายแพงๆ แล้วจะต้องกลายเป็น "ทาส" ของสิ่งนั้น ตัวเอง "จะไม่ทำ" ยกตัวอย่างการซื้อรถยนต์ หรือซื้อบ้านราคาแพงๆ แล้วต้องเป็นทุกข์กับการทำความสะอาดบ่อยๆ แบบนี้ไม่ถือว่าเป็นความสุขจริง

ตรงกันข้ามกับของบางอย่างถ้าต้อง "จ่ายแพง" แลกกับประโยชน์ที่คุ้มค่าระยะยาวก็จำเป็น โดยเฉพาะเรื่อง "การศึกษาบุตร" สมัยเมื่อ 20 ปีก่อนยังไม่มีเงินมากเท่าตอนนี้ ตอนนั้นตัดสินใจส่งน้องแจนเรียนหลักสูตรอินเตอร์แม้ราคาจะแพงแต่มองว่านี่คือการลงทุน ที่จะออกดอกผลในอนาคต นอกจากนี้ยังมีเรื่องหนังสือดีๆ และอาหารการกินที่ไม่ควรจะประหยัดเกินไป แต่ถ้าของอย่างอื่นที่จำเป็นจริงๆ ก็ต้องซื้อ เช่น ล่าสุดเพิ่งซื้อมือถือ BlackBerry ให้ลูกไปเพราะอีกหน่อยไปเรียนเมืองนอกจะใช้คุยกับคนที่เมืองไทยได้

ส่วนเรื่องของ "มรดก" ดร.นิเวศน์ เปิดเผยว่า น้องแจนเพิ่งจะรู้ไม่นานเองว่าพ่อมีพอร์ตหุ้นระดับ (เกิน) “พันล้านบาท” แล้วเขารู้จากเพื่อน ที่จริงไม่คิดที่จะปกปิดมีแผนที่จะค่อยๆ สอนเรื่องหุ้นให้กับลูกอยู่แล้ว แต่ขอแบบค่อยเป็นค่อยไปเพราะเด็กรุ่นใหม่อาจจะยังไม่ค่อยเข้าใจเรื่องหุ้น อาจจะตีความหมายผิดไปได้ว่าพ่อเป็น "คนรวย" (ไม่เห็นต้องดิ้นรน) ไม่อยากให้ลูกคิดแบบนี้ 

"อีกไม่นานเขาจะต้องเป็นผู้รับช่วงต่อพอร์ตหุ้นของผมทั้งหมดไปอย่างแน่นอน จากนี้ไปเป็นงานของผมที่ต้องค่อยๆ อธิบายแนวคิดการลงทุนให้เขารู้ ไม่ว่าในอนาคตเขาจะทำงานประจำหรือแต่งงานออกไปเป็นแม่บ้านอย่างเดียว"

ในฐานะพ่อที่ทะนุถนอมพอร์ตหุ้นจนเติบใหญ่เลี้ยงมาไม่ต่างจากลูกรักอีกคน ดร.นิเวศน์ยังจะประคับประคองขอให้เป็นการตัดสินใจร่วมกันว่าควรจะขายหุ้นออกไปเมื่อไร คงไม่ให้ลูกตัดสินใจเพียงลำพัง แม้พ่อจะหาสมบัติไว้เป็นมรดกให้ลูกมากมายนับพันล้านบาท แต่พ่อคนนี้ก็ย้ำสอนกับลูกสาวคนเดียวของเขาว่า...

"ลูกไม่จำเป็นต้องมี(หา)สามีรวยเพื่อให้ทัดเทียมกับเรา แต่ขอให้เลือกคนที่อยู่ด้วยแล้วมีความสุขเป็นอันดับแรก แม้เขาจะจนกว่าเรา ขอให้มีความขยันอยู่ในตัวก็พอ" นัยหนึ่งพ่อต้องการสอน...ลูกต้องเป็น "นาย" ของเงิน อย่าเป็น "ทาส" ของเงิน มองคนที่ "คุณค่า" ไม่ใช่มองคนที่ "ราคา" เช่นเดียวกับหุ้นที่พ่อซื้อ  

 

ด้านคุณพ่อลูก(ชาย)สอง ดร.สุวรรณ วลัยเสถียร แม้จะมีฐานะค่อนข้างมั่นคงมาตั้งแต่ลูกยังเล็ก มีรายได้จากค่าที่ปรึกษากฎหมายภาษีเป็นรายนาที แต่มักสอนให้ลูกใช้เงินอย่างประหยัด "จ่าย" ให้น้อยกว่า "รับ" เป็นวิธีเดียวที่จะเก็บความมั่งคั่งเอาไว้ได้ 

ดร.สุวรรณ เคยเล่าว่าได้ตกลงกับภรรยาตั้งกองทุนให้ลูกทั้ง 2 คนๆ ละ 10 ล้านบาท เพื่อเป็นทางเลือกว่าจะใช้สำหรับการไปเรียนต่อต่างประเทศ หรือจะใช้เป็นทุนสำหรับเริ่มต้นชีวิต และสิ่งที่ครอบครัวนี้เลือกก็คือเก็บเงิน 10 ล้านบาท เป็นเงินก้นถุงของลูกแต่ละคน

"ถ้าส่งลูกไปเรียนที่อังกฤษเสียค่าใช้จ่ายปีละ 1.6 ล้านบาท ส่งไปเรียนอเมริกาเสียปีละ 1.2 ล้านบาท ออสเตรเลียปีละ 8 แสนบาท นิวซีแลนด์ปีละ 6 แสนบาท  ถ้าเราส่งพวกเขาไปเรียน 10 ปี ก็ต้องใช้เงินไม่ต่ำกว่าคนละ 10 ล้านบาท เราจึงตกลงกันว่าจะเก็บเงินส่วนนี้ให้พวกเขา"

เหตุผล 3 ข้อของการไม่ส่งลูกไปเรียนเมืองนอกของครอบครัววลัยเสถียร หนึ่ง. ลูกโตขึ้นโดยที่เราไม่ได้ดูแล ไม่ได้อบรมบ่มนิสัยตั้งแต่เด็ก สอง. เรียนเมืองนอกเสียค่าใช้จ่ายมาก เงินส่วนนี้ควรเก็บเอาไว้ให้ลูกๆ ได้ตั้งตัว และสาม. ลูกกลับมาจะกลายเป็นคนที่ไม่มีเพื่อน ไม่มีรุ่น 

ในช่วงวัยเรียน (วัยรุ่น) ขณะปิดภาคการศึกษา ดร.สุวรรณได้ส่งลูกชายไปฝึกงานเป็นพนักงานรับจองตั๋วที่โรงหนัง EGV เป็นการฝึกให้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ตัดโอกาสเที่ยวเตร่ รู้จักรับผิดชอบต่อหน้าที่งาน รู้คุณค่าและความยากลำบากของการหาเงิน และรู้รสชาติของการเป็นลูกจ้าง 

ช่วงปิดภาคเรียนถัดๆ มา ได้ส่งลูกชายไปฝึกงานในแผนกบริการของอู่ซ่อมรถยนต์แห่งหนึ่ง เพราะลูกชายเป็นคนชอบรถยนต์ ประสบการณ์ที่ได้คือความอดทนต่อการถูกตำหนิของลูกค้า รู้จักแก้ปัญหาในสถานการณ์คับขัน เหล่านี้เป็นมหาวิทยาลัยชีวิตที่เป็น "วิชาเสริม" ให้ลูกได้ใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างเข้มแข็ง

ประธานชมรมคนออมเงิน ในฐานะนักกฎหมายภาษีชั้นเซียน ให้คำแนะนำสำหรับผู้ที่มีแต่บุตรสาวและต้องการรักษาทรัพย์สินในรูปแบบอสังหาริมทรัพย์ไม่ให้ผู้ที่จะมาเป็น "ลูกเขย" ในอนาคตนำไปขาย ให้ใช้วิธี "จดสิทธิเก็บกิน" หรือผู้ทรงสิทธิอาศัยในชื่อพ่อแม่แทนที่จะใช้วิธีโอนที่ดินให้ลูกโดยตรง นอกจากมีค่าใช้จ่ายถูกเพียงแค่หลักร้อยบาทแล้วผลประโยชน์ในสินทรัพย์ยังตกอยู่กับผู้ทรงสิทธิคือพ่อแม่ไม่ตกกับเจ้าของ แต่พอเราเสียชีวิตอสังหาริมทรัพย์นั่นก็ยังเป็นมรดกตกทอดให้ลูกๆ อยู่ดี

"ผมจะพูดกับลูกเสมอว่าเรียนไม่เก่งไม่เป็นไรแต่ขอให้เรียนจบขั้นต่ำต้องปริญญาตรี และสำคัญมากห้ามไปเซ็นค้ำประกันให้กับใคร แม้ส่วนตัวจะเป็นที่ปรึกษาภาษีให้เศรษฐีหลายคน แต่ก็สอนลูกๆ ทุกคนว่าโตขึ้นต้องไม่เลี่ยงภาษี"

สำหรับแผนการถ่ายโอนมรดกให้ลูกจะไม่นิยมเก็บในรูปของเงินสด แต่นิยมซื้อที่ดินเก็บไว้ ปัจจุบันมีที่ดินแปลงใหญ่ซึ่งเป็นบ้านพักในปัจจุบันอยู่ที่สุขุมวิทซอย 8  (ซอยปรีดา) พื้นที่ 100 ตารางวา ที่เตรียมจะส่งต่อให้กับลูก ส่วนตัวคิดต่างจาก ดร.นิเวศน์ตรงที่ ถ้ามีเงินมากพอก็ควรจะ "ซื้อความสุข" ให้กับชีวิต อย่างบ้านก็จะทำใหญ่ๆ เพราะชอบอยู่สบายกว่าหลังเล็ก

นอกจากนี้ ยังชอบเก็บ "ทองคำ" ในระยะยาวมีความมั่นคงสูงและให้ผลตอบแทนดีกว่าพันธบัตรรัฐบาล เห็นได้ว่า 10 ปีย้อนหลังทองคำให้ผลตอบแทน 10% ทุกปี นอกจากนี้ยังลงทุนหุ้น TISCO ในชื่อลูกชาย ชาลี วลัยเสถียร ถืออยู่ 3,937,220 หุ้น สัดส่วน 0.54% (ปัจจุบันมีมูลค่าประมาณ 115 ล้านบาท) รอรับเงินปันผลปีละ 2 บาทต่อหุ้น แค่นี้ก็พอใช้ทั้งปีแล้ว

จากการตรวจสอบของกรุงเทพธุรกิจ BizWeek ยังพบว่า ดร.สุวรรณ ลงทุนหุ้น S&P ในชื่อชาลี  786,900 หุ้น ราคาตลาดเกือบ 32 ล้านบาท ลงทุนหุ้น TNDT ในชื่อ ดวงใจ วลัยเสถียร ภรรยา 600,000 หุ้น มูลค่า 3 ล้านบาท และลงทุนหุ้น SVI ในชื่อลูกชาย 10,087,284 หุ้น มูลค่าประมาณ 30 ล้านบาท และเก็บหุ้น SVI ในนามส่วนตัวอีกเกือบ 5.58 ล้านหุ้น เป็นต้น

ดร.สุวรรณ บอกด้วยว่า ช่วงที่ผ่านมาได้ซื้อหุ้น SVI จำนวน 4 ล้านหุ้น ราคาเฉลี่ย 2 บาท (ปัจจุบันเป็นประธานกรรมการบริษัท) เป็นการลงทุนเพื่ออนาคตสามารถส่งต่อให้ลูกหลานได้ เพราะบริษัทยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก ส่วนแนวโน้มราคาทองคำคาดว่าจะผันผวนสูงเพราะวิกฤติหนี้ที่ยุโรปยังไม่น่าไว้วางใจ แต่สิ้นปีน่าจะได้เห็นที่ระดับ 1,350 ดอลลาร์ต่ออออนซ์ ครึ่งปีหลังหุ้นกับอสังหาริมทรัพย์ยังน่าลงทุนกว่าพันธบัตร

 

คนสุดท้ายนักลงทุนหุ้นคุณค่าพอร์ตระดับร้อยล้านบาท นพ.บำรุง ศรีงาน ประธานชมรมไทยวีไอ บอกว่า เงินเป็นทาสที่ดีของเรา แต่เป็นนายที่แย่ เท่ากับว่าเงินเป็นดาบสองคมมีทั้งคุณและโทษ ก่อนจะใช้ต้องระวังไว้เสมอ ปัจจุบันคุณหมอมีลูก 3 คนยังเล็กอยู่จะใช้วิธีสอนเรื่องเงินสามขั้นตอนคือ หนึ่ง ให้รู้จักว่าเงินสำคัญอย่างไร สอง สอนวิธีการหาเงิน และ สาม สอนวิธีการใช้เงิน ถ้าปลูกฝังแนวคิดนี้ลูกๆ จะเห็นว่าเงินหายากก็จะใช้ยากด้วย

ถ้าลูกๆ อยากจะได้สิ่งของอะไร จะต้องมีผลงานมาโชว์ด้วยเช่น ผลการสอบ เวลาที่จะซื้อของอะไรก็ตามจะสอนลูกด้วยว่าสิ่งที่ต้องจ่ายมากขึ้น “คุ้มค่า” หรือไม่ อย่างทุกวันนี้ยังขับรถโตโยต้า คัมรี่ และไม่มีการแต่งรถเลย เพราะมองว่าออปชั่นต่างๆ ที่ต้องซื้อเพิ่มมันแพงเกินควร

ตอนนี้ลูกๆ ทั้งสามของคุณหมอยังเล็กอยู่ แต่อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลจังหวัดสุรินทร์ เตรียมแผนการปลูกฝังเรื่องการลงทุนแบบเน้นคุณค่าหรือแวลูอินเวสเตอร์ให้ลูกๆ แล้ว คิดว่าจะเริ่มหลังจากมีวุฒิภาวะทางอารมณ์มากขึ้น อาจจะหลังจบปริญญาตรีสัก 2-3 ปี

แต่ก่อนจะถึงตอนนั้น คุณหมอวางแผนจะลงทุนหุ้นให้กับลูกเพื่อรับประกันความมั่งคั่งในอนาคต ทำไมต้องเป็นหุ้น? เขาบอกว่าหุ้นเป็นสิ่งที่ตัวเองเชี่ยวชาญพอสมควร และยิ่งลงทุนนานจะให้ผลตอบแทนดีกว่าอย่างอื่น จะให้ลงทุนทองคำก็ไม่ค่อยมีความรู้มากนัก

ส่วนตัวมองว่าการวิเคราะห์หุ้นมันลึกกว่าทองคำที่มีปัจจัยแค่ดีมานด์-ซัพพลาย แต่หุ้นต้องคำนึงถึงผู้บริหารด้วย เหมือนอย่างที่เข้าซื้อหุ้น SAT ตั้งแต่ราคา 5-6 บาท ปัจจุบันอยู่ที่ 20 บาท นอกจากเห็นว่าตลาดรถยนต์ของไทยจะโตแล้วยังเชื่อว่าผู้บริหารมีความสามารถด้วย ก่อนจะมากำไรหุ้น SAT คุณหมอก็กำไรหุ้น STPI มาก่อน "หลายเท่าตัว" รวมถึงหุ้น STANLY ด้วย

 

โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ 

 

 

หมึกพอลในตลาดหุ้น

posted on 19 Jul 2010 19:40 by sarawutpat  in Investment

การแข่งขันฟุตบอลโลกได้จบลงแล้วพร้อมกับชัยชนะและการเป็น  “ฮีโร” ของนักเตะทีมสเปนและ  “หมึกพอล”  ปลาหมึกยักษ์ที่สามารถทำนายผลการแข่งขันฟุตบอลโลกได้ถูกต้องติดต่อกัน 8 ครั้งตลอดการแข่งขัน

หลายคนคงคิดว่าปลาหมึกยักษ์ชื่อพอลดังกล่าวมี  “ญาณ”  พิเศษที่ทำให้มันสามารถทำนายผลได้ถูกต้องแต่ก็อาจจะยังงง ๆ อยู่ว่ามันทำได้อย่างไรเนื่องจากมันเป็นสัตว์ที่ไม่ได้มีความรู้อะไรเกี่ยวกับฟุตบอล  สิ่งที่มันทำอยู่ก็คือการเลือกกินหอยในกล่องใบหนึ่งจากกล่องสองใบที่คนเอาไปวางไว้ให้มันเท่านั้น  สำหรับคนที่  “มีเหตุผล” แล้ว  พวกเขาคิดว่านี่เป็นเรื่องบังเอิญ  หรือ “ฟลุ๊ค”

แต่ถ้าสมมุติว่าแทนที่จะเป็นปลาหมึก  ผู้ที่ทำนายการแข่งขันนั้นเป็นคนจริง ๆ  ที่ชื่อว่า  “พอล” และสามารถทำนายการแข่งขันฟุตบอลโลกถูกต้องถึง 8 ครั้งติดต่อกันแบบหมึกพอล  อะไรจะเกิดขึ้น?

พอลคงเป็น  “ฮีโร” จริง ๆ  ในสายตาของคนทั้งโลกที่  “บ้าฟุตบอล”  และต่างก็ “ทำนาย” กันอยู่ในใจว่าใครจะชนะในแต่ละแมทซ์การแข่งขัน  พอลคงกลายเป็น “เซียน” ฟุตบอลระดับโลกที่นักพนันบอลต้องติดตามเพื่อที่จะ “แทง” บอลตามที่พอลทำนายไว้  เพราะคนคงจะเชื่อว่าพอลมีความสามารถพิเศษในการวิเคราะห์ว่าทีมไหนมีความสามารถสูงกว่าทีมไหนหลังจากทายถูกมาถึง 8 ครั้งติดต่อกัน

แต่พอลเป็นเซียนบอลแน่หรือ?  หรือพอลก็  “ฟลุ๊ค” แบบเดียวกับหมึกพอล  และถ้าเป็นอย่างนั้น  การทำนายบอลในอนาคตของพอลก็จะไม่แม่น  และคนที่แทงบอลหรือเล่นพนันบอลตาม  “เซียนพอล”  ก็อาจจะ “เจ๊ง” ได้  อะไรเป็นตัวที่จะบอกว่าพอลนั้นเป็นเซียนตัวจริงหรือเป็นแค่คนที่ “ฟลุ๊ค” ทายบอลได้ถูกต้องแบบเดียวกับปลาหมึกพอล

เรามาดูว่าโอกาสที่คนไม่มีความรู้แต่ทายผลการแข่งขันได้ถูกต้องถึง 8 ครั้งติดต่อกันนั้นมีอยู่กี่เปอร์เซ็นต์  นี่เป็นเรื่องของสถิติซึ่งผมคำนวณมาได้ว่าเท่ากับ  0.39% นั่นก็คือ  ถ้ามีคน 1,000 คน  ที่ไม่มีความรู้และความสามารถในการทำนายเลยมาทำนาย  ก็จะมีประมาณ 3.9 หรือ 4 คน ที่สามารถทายถูกได้ 8 ครั้งติดต่อกัน  หรือถ้าเอาปลาหมึกยักษ์มา 1,000 ตัวมาทำนายบอลโลก  ก็จะมีประมาณ 4 ตัว ที่ทายบอลโลกถูกต้อง 8 ครั้งติดต่อกัน  หมึกพอลก็อาจจะเป็นตัวหนึ่งในนั้น  เขาก็อาจจะไม่ได้สถานะของการเป็น  “ฮีโร”  อย่างที่เป็นอยู่  และอาจจะถูกจับไปทำอาหารหลังจากเสร็จ “งานแสดง”  ก็ได้

สำหรับคุณพอลที่เป็น  “เซียนบอล” นั้น  สถิติที่เป็น  4 ใน 1,000  คนที่ทำนายผลบอลได้ถูกต้อง 8 ครั้งติดต่อกันนั้น  ถามว่า  นี่เป็นเรื่อง “ฟลุ๊ค”  หรือเป็นเรื่องของฝีมือ?

คำตอบของผมก็คือ  อาจเป็นได้ทั้ง 2  อย่าง  เพราะโอกาส 4 ใน 1,000 นั้น  ไม่ใช่เรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้  ลองนึกถึงการถูกหวยเลข 3 ตัว ซึ่งมีโอกาสเพียง 1 ใน 1,000 นั้น  ก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปได้ยากอะไร  ในขณะเดียวกัน  จะบอกว่าพอลนั้นไม่ได้มีฝีมือแต่เป็นเรื่อง “ฟลุ๊ค”  ก็เป็นเรื่องที่  “ดูแคลน”  ฝีมือเขามากเกินไป  เหนือสิ่งอื่นใด  พอลมีการ  “วิเคราะห์และให้เหตุผล” อย่างน่าเชื่อถือ  มีหลักวิชาและสถิติประกอบเพียบ  ไม่ได้วิเคราะห์มั่ว ๆ  หรืออธิบายอะไรไม่ได้แบบหมึกพอล  ดังนั้น  สำหรับตัวพอลเองแล้ว  ไม่มีคำว่า “ฟลุ๊ค”  ในวงการนี้

สำหรับผม  การที่จะบอกว่าพอลมีฝีมือ “สุดยอด”  หรือพอลนั้นแค่  “ฟลุ๊ค”  เป็นเรื่องที่ยังบอกไม่ได้ด้วยสถิติระดับนี้  บางที  ถ้าพอลสามารถทำนายได้ถูกซัก 13 ครั้งติดต่อกันซึ่งมีโอกาสเกิดขึ้นโดยบังเอิญเพียง 1 ใน 10,000 ผมอาจจะสรุปได้อย่างมั่นใจว่าสิ่งที่พอลทำได้นั้นเกิดจากฝีมือล้วน ๆ  และนี่ก็คงเป็นเหตุผลที่ว่า  ทำไมหมึกพอลถึงไม่ทำนายต่อหลังจากที่เป็น “ฮีโร่” ไปแล้ว  เพราะถ้าทำนายต่อ  ผลอาจจะออกมาผิด  และคนก็จะเลิกนับถือหมึกพอล  เพราะเชื่อว่าที่ผ่านมานั้นเป็นเรื่องฟลุ๊ค

ผมพูดมายืดยาวเพื่อที่จะเข้าถึงเรื่องที่ผมต้องการพูดถึงจริง ๆ  นั่นก็คือ  เรื่องของการลงทุนในตลาดหุ้น  เพราะการลงทุนในตลาดหุ้นเองก็มีเรื่องราวของการ “ทำนาย” หรือการเลือกซื้อหุ้นลงทุนของนักลงทุนแต่ละคน  พูดง่าย ๆ  ในวงการหุ้นเองก็มีคนอย่าง “พอล” เต็มไปหมด  คนที่เข้ามาในตลาดหุ้นไม่กี่ปีแต่ทำผลตอบแทนการลงทุนได้อย่าง “สุดยอด”  ปีละเป็นหลายสิบหรือแม้แต่ร้อยเปอร็เซ็นต์โดยเฉลี่ย  และเมื่อข่าวหรือข้อมูลนี้ออกไป  พอลก็กลายเป็น  “ฮีโร่”  ในตลาดหุ้นหรือในวงการลงทุน  พอลทำนายหุ้นหรือซื้อหุ้นตัวไหนหุ้นนั้นก็ปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่น  คนเชื่อกันว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็น “ฝีมือ”  ของพอลล้วน ๆ  สำหรับตัวพอลเองนั้น  ไม่มีข้อสงสัยเลยว่าเขาทำสำเร็จได้เพราะ “ฟลุ๊ค”  ทุกอย่างเกิดจากการวิเคราะห์พิจารณามาเป็นอย่างดี มีวิชาการและเท็คนิคการเลือกหุ้นเฉพาะตัว เป็นเรื่องของฝีมือ 100%

แต่ผมเองก็อยากจะเตือนว่า  เป็นไปได้เช่นกันว่า  การทำนายได้ถูกต้องและทำให้ได้ผลตอบแทนมโหฬารในอดีตที่ผ่านมานั้น  เป็นเรื่องบังเอิญหรือ “ฟลุ๊ค”  และถ้าเป็นเช่นนั้นจริง  ในอนาคต “พอล” ก็อาจจะพลาดหรือไม่สามารถประสบความสำเร็จอย่างที่ผ่านมา  ประวัติศาสตร์การลงทุนของนักลงทุนทั้งที่มีการบันทึกและที่ไม่มีการพูดถึงนั้นมีมากมายที่แสดงให้เห็นว่า  การ  “ประสบความสำเร็จ”  ในช่วงเริ่มต้นของชีวิตการลงทุนนั้นมีมากมายและเป็นเรื่องปกติ   แต่คนที่จะประสบความสำเร็จจริง ๆ  ในระยะยาวมากนั้น  เป็นข้อยกเว้น  และคนเหล่านี้เท่านั้นที่จะถูกจารึกไว้ว่าเป็น “เซียน” ที่แท้จริง  ไม่ใช่ “หมึกพอลในตลาดหุ้น"

 

โลกในมุมมองของ Value Investor   ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร