Marketing

Mobile Coupon จาก Target

posted on 18 Jul 2010 21:57 by sarawutpat in Marketing

Target ซูเปอร์มาร์เก็ตยักษ์ใหญ่ของอเมริกากับกลุยุทธ์แคมเปญ Mobile Coupon Campaign  ให้ลูกค้ารับคูปองลดราคาผ่านทางโทรศัพท์มือถือ โดยนำมาสแกนกับ barcode ที่จุดชำระเงิน

Target ให้ข่าวว่าเป็นเจ้าแรกของอเมริกาที่นำคูปองมือถือ “Mobile Coupon” มาใช้กับร้านค้า

ลูกค้าสามารถเข้าไปเอาคูปองจาก Barcode ทางเว็บไซต์ หรือทางโทรศัพท์ก็ได้  ซึ่ง Target ได้ตรียมสินค้าลดราคามากมายให้เลือกทั้งสองทาง   หลังจากถ่าย Barcode มาแล้ว  โทรศัพท์จะพาเข้าสู่หน้าเว็บไซต์ที่มีคูปอง  ซึ่งแต่ละคูปองสามารถใช้ได้เพียงครั้งเดียว พร้อมกับวันหมดอายุที่กำหนดไว้

นอกจากคูปองมือถือแล้ว  เจ้า Barcode ที่ว่านี้ยังอนุญาติให้เราเช็ค stock สินค้า สาขาของ Target ใกล้บ้าน ซื้อจัดการกับ Gift Card, Gift Registry และยังสามารถดูแผ่นพับโฆษณาตัวล่าสุดผ่านทางโทรศัพท์มือถือได้เช่นกัน

 

นอกจาก Target แล้ว JCPenney ห้างสรรพสินค้าแห่งใหญ่ของอเมริกา ก็มีโปรแกรมคูปองมือถือเสนอให้เช่นกัน  ด้วยการให้ลูกค้าดาวน์โหลดคูปอง และนำไปใช้เป็นส่วนลดในห้างได้เลย

ตลาด Mobile Advertising กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง

หากกล่าวถึงตัวเลขการเติบโตของ Mobile Advertising   ปัจจุบันมีมูลค่าเม็ดเงินในตลาด US มากถึง US$4.1 พันล้าน และคาดการว่าจะเติบโตถึง US$12 พันล้าน ในปี 2014 (คาดการณ์โดย Jupiter Research)   เติบโต 24% ในอีก 4 ปีข้างหน้า

 

จาก Marketingoops

ประเทศอินเดียจะมีการเลือกตั้งทั่วไปในช่วงเดือนเมษายนและพฤษภาคมนี้ มีผู้มีสิทธิ์ออกเสียงทั้งหมดประมาณ 700 ล้านคน และในจำนวนนี้มีอยู่ 100 ล้านคนที่เป็นผู้มีสิทธิ์โหวตครั้งแรก(เพิ่งอายุถึง)อายุอยู่ระหว่าง 18-24 ปี

แน่นอนว่านักการเมืองอินเดียไม่ต้องการพลาดตลาดนี้อยู่แล้ว ในช่วงนี้ไม่ว่ารัฐบาลหรือฝ่ายค้านจึงแห่กันมาใช้บล็อก, social network, SMS, วิดีโอออนไลน์ และแคมเปญอื่นๆ ที่ใช้อินเทอร์เน็ตเป็นสื่อกันยกใหญ่ เหตุผลของอินเทอร์เน็ตบูมครั้งนี้เกิดจากเศรษฐกิจอินเดียที่เติบโตต่อเนื่องมาหลายปีติดกัน ทำให้วัยรุ่นอินเดียเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้มากขึ้นมาก นอกจากนี้ก็ยังมีกรณีศึกษาของบารัค โอบามา และการก่อวินาศกรรมในเมืองมุมไบ ซึ่ง social media เหล่านี้ได้พิสูจน์ให้นักการเมืองเห็นว่ามันเป็นการสื่อสารที่ทรงประสิทธิภาพของคนรุ่นใหม่

L.K. Advani หัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน BJP นั้นมีทั้งบล็อกและ iPhone แต่ที่ไม่ธรรมดาคือเขาอายุ 81 ขวบแล้ว เขาเขียนในบล็อกของตัวเองว่า ตลอดอาชีพการเมืองของเขา 60 กว่าปี เขานิยมนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ในการหาเสียงตลอด ตั้งแต่สมัยไดอารีดิจิทัลของ Casio จนมาถึง iPhone ในปัจจุบัน ส่วนพรรค BJP ตอนนี้กำลังหาเสียงผ่าน YouTube และจ้างคนรุ่นใหม่จำนวนมากมาระดมทำแคมเปญผ่านอินเทอร์เน็ต

ส่วนฝั่งรัฐบาล คนที่โดดเด่นคือราหุล คานธี วัย 38 ปีซึ่งเป็นลูกชายของอดีตนายกรัฐมนตรีราจิฟ คานธี และหัวหน้าพรรคคองเกรส โซเนีย คานธี ซึ่งใช้ Facebook หาเสียงสนับสนุน พรรคฝ่ายรัฐบาลนั้นยังได้ซื้อสิทธิ์เพลงประกอบภาพยนตร์ Slumdog Millionaire มาใช้ในการหาเสียงอีกด้วย

นอกจากแคมเปญจากพรรคการเมืองแล้ว ยังมีบริษัท Tata Tea ที่ผลักดันแคมเปญส่งเสริมให้วัยรุ่นในเขตเมืองออกมาใช้สิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งชื่อ Jaago Re! อีกด้วย

 

ที่มา - รอยเตอร์

ความแรงของ “ไอโฟน” ของค่ายแอปเปิลที่เคยอินเทรนด์สุดๆ ในไทย กำลังถูกดับรัศมี จาก “BlackBerry” แบรนด์ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนจากคานาดา แบรนด์ที่สามารถเปลี่ยนตัวเองจากลูกค้าธุรกิจมาสู่ตลาดแมสอย่างได้ผล ชนิดที่เบียด “ไอโฟน” ตกขอบเวที “สมาร์ทโฟน” จนกกลายเป็น BB Lover กลบ iPhone Lover ไปเสียสนิท ชนิดโอเปอเรเตอร์ต้องหันเปิดศึก BlackBerry กันสนั่นเมือง

“ไอโฟน” เคยเป็นผู้ผลิต Look & Feel ให้ “สมาร์ทโฟน” เปลี่ยนจากสินค้าสำหรับกลุ่มชื่นชอบเทคโนโลยี ใช้ประโยชน์ในการทำงานเป็นหลัก มาอยู่ในกลุ่มแฟชั่น และ Trend Setter ที่ใช้งานมัลติมีเดียได้สนุกขึ้น แต่ช่วงโอกาสทองของ “ไอโฟน” อยู่ไม่นานนัก เพราะเงื่อนไขชอง “ไอโฟน” ที่ทำให้การตลาดแบบเข้าแถวไม่ขลังอีกต่อไป

“ไอโฟน” มาเร็วไปเร็ว
 

“ไอโฟน” ในไทยมีตัวแทนการขายอย่างเป็นทางการในไทยคือ “ทรู คอร์ปอเรชั่น” แม้จะไม่ใช่สัญญาผูกขาดให้ทรูรายเดียว แต่ก็ยังไม่มีค่ายมือถือรายไหนนำเข้ามาจำหน่ายแข่ง เพราะเงื่อนไขสุดหิน ตั้งแต่กำหนดให้ต้องสั่งสินค้าเข้ามาตุนไว้เป็นหลักแสนเครื่อง ในราคาสูงเกิน 2 หมื่นบาท ห้ามทำกำไรเกินกว่า 5% เมื่อเจอข้อกำหนดแบบนี้ ทำให้ทรูมูฟเองยังต้องสร้างแพ็กเกจสำหรับ ไอโฟน 3G ให้ลูกค้าทำสัญญาใช้บริการอย่างน้อย 2 ปี และแม้จะพยายามใช้ Word of Mouth Marketing ผ่านเซเลบริตี้อยู่บ้าง แต่ก็ใจไม่ถึงพอ ทั้งการไม่มีส่วนลดพิเศษที่เป็นสัญลักษณ์บอกถึงความพิเศษ และยังกำหนดสัญญาการใช้ที่นาน คำบอกเล่าหรือคำแนะนำต่อให้เพื่อนใช้ไอโฟนจึงไม่แรง

ยิ่งไปกว่านั้นกลุ่ม Trend Setter ที่เป็นเป้าหมายของไอโฟนเองก็หิ้วไอโฟนจากอเมริกามานานเป็นปีก่อนที่ทรูจะทำ ตลาดอย่างเป็นทางการ ทำให้ทรูปั่นยอดไม่ขึ้น การตลาดที่ควรต้องทำอย่างเต็มที่จึงทุ่มได้ไม่มาก รวมทั้งตลาดในเวลานี้ว่ากันว่าไต่อยู่แค่ 6 หมื่นเครื่องโดยรวมจาก Grey Market ที่หิ้วเองจากต่างประเทศและซื้อตามมาบุญครองแล้ว

เมื่อโคลนนิ่ง “ไอโฟน” มากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งทำให้ “ไอโฟน” แผ่ว เปิดช่อง BlackBerry ที่กำลังรุกเข้าตลาดลูกค้าทั่วไปมีโอกาสมากขึ้น และการตลาดแบบ Emotional Marketing ผ่าน Celebrity ได้ถูกนำมาใช้ เมื่อเซเลบฯนิยมสินค้าใด มักทำให้ผู้ที่ชื่นชอบคนดังหลงใหลตาม เป็น Emotional Marketing Strategy ซึ่ง BlackBerry เคยทำสำเร็จมาแล้วในต่างประเทศ และกลยุทธ์นี้เข้มข้นมากขึ้น

เมื่อ BlackBerry มุ่งเข้าหาตลาด Consumer หรือลูกค้าทั่วไป หลังจากตลาดองค์กร ผู้บริหารระดับสูงเริ่มอิ่มตัว ทำให้กลยุทธ์การตลาดที่เคยเน้นสื่อสาร Functional ของตัวเครื่อง หันมาใช้ Celebrity Marketing เพื่อเป็นสื่อถึงลูกค้าทั่วไปมากขึ้น เพราะสินค้าที่แพงและดูไฮเอนด์ กลุ่มเป้าหมายมักซื้อด้วยเหตุผลเพียงเพราะอยากได้ เมื่อเห็นคนที่มีชื่อเสียงใช้

ปัจจัยที่เป็นจุดเปลี่ยนตลาดในไทยที่ทำให้ BlackBerry เป็น “สมาร์ทโฟนออฟเดอะทาวน์” ขึ้นมา เพราะค่ายมือถือเจ้าตลาด “บริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส” หรือเอไอเอส ออกแรงเต็มที่ หลังจากสามารถทำยอดขายให้ BlackBerry ในไทยได้ถึง 80% ของยอดขาย BlackBerry ทั้งหมดในไทยที่ขณะนี้มีอยู่ประมาณ 20,000 เครื่อง



100 Topteer เริ่มกระแส สาวก BB


จากการมีฐานลูกค้าที่แข็งแรงในกลุ่มระดับท็อปของสังคม บวกกับความต่างของตัวเครื่อง ผู้ใช้โทรศัพท์มือถือที่เป็น “ครีม” หรือระดับ Topteer ของตลาดมือถือ ล้วนอยู่ในเครือข่ายของเอไอเอส ในฐานะที่เป็นค่ายมือถือที่เกิดก่อน และมีจุดขายเรื่องเครือข่ายที่ครอบคลุมพื้นที่มากกว่าคู่แข่งมานาน เมื่อต้องทำตลาดเครื่องมือถือสำหรับไฮเอนด์จึงไม่ยาก

ระบบ CRM (Customer Ralationships Management) ของเอไอเอสภายใต้โปรแกรมเซเรเนด ที่ให้สิทธิพิเศษต่างๆ แม้กระทั่งศูนย์บริการก็แยกสัดส่วนเฉพาะให้ดู Exclusive เป็นตัวอย่างหนึ่งที่เป็นเสน่ห์ดึงลูกค้ากลุ่มนี้อยู่กับเอไอเอสมานานหลายปี

“ปรัธนา ลีลพนัง” ผู้อำนวยการส่วนงานบริการเสริม เอไอเอส บอกว่าในกลุ่ม Topteer ของเอไอเอส มีทั้งดารา นางแบบ และเซเลบริตี้ รวมไปถึงซีอีโอ และระดับแมนเนเจอร์ขององค์กรต่างๆ กว่า 20,000 คน สำหรับการทำตลาด BlackBerry ได้เลือกกลุ่มนี้ประมาณ 100 คน เป็น Influencer ให้ทดลองใช้เครื่อง และเมื่อถึงเวลาจำหน่ายได้ให้ส่วนลดพิเศษ กลุ่มนี้เป็นบุคคลที่สังคมรู้จัก เป็น Opinion Leader และ Trend Setter หากใช้แล้ว ชอบ “Word of Mouth Marketing” ก็เกิดขึ้นได้ไม่ยาก และน่าเชื่อถือมากกว่ากลยุทธ์ใดๆ โดยเฉพาะกับสินค้าที่มีมูลค่าสูง ที่กลุ่มเป้าหมายอยากใช้เพราะให้บุคลิกความเป็น Trend Setter

หลังจากนั้น คือการใช้วิธีการตอกย้ำให้เกิดความเชื่อมั่นกับสินค้ามากขึ้น โดยโฆษณาผ่านสื่อต่างๆ เพื่อยืนยันให้กลุ่มเป้าหมายมั่นใจมากขึ้น

การตลาดผ่านเซเลบฯ เอไอเอสได้ใช้กับ BlackBerry หลายรุ่น โดยเฉพาะใน 3 รุ่นหลัง คือ Bold Curve และ Strom โดยเริ่มจากแจกเครื่องให้กลุ่มเซเลบฯ ทดลองใช้งาน เชิญมาออกอีเวนต์ เมื่อมีการเปิดตัว ซึ่งการเปิดตัวแต่ละครั้งไม่เพียงมีนักข่าวหรือสื่อสายไอทีเท่านั้น แต่สายบันเทิง สายสังคมไฮโซ ก็เป็นเป้าหมายถูกเชิญมาด้วย และภาพเป็นข่าวก็ถูกเผยแพร่ไปโดยอัตโนมัติ ซึ่งมีทั้งแบบฟรีมีเดียที่สื่อสัมภาษณ์เซเลบฯเหล่านั้นเอง กับการซื้อพื้นที่โฆษณา


“โอบามา” Double Impact



เมื่อมีกระแสจากต่างประเทศมาถึงไม่ว่าจะเป็นดาราฮอลลีวู้ด หรือแม้แต่ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา “บารัค โอบามา” ใช้ BlackBerry “ปรัธนา” บอกว่า นี่คือ Double Impact ที่ส่งกลับมายังตลาดเมืองไทย สัญญาณหนึ่งที่บอกว่าเอไอเอสมาถูกทางคือ ขณะนี้มีฐานลูกค้าใหม่ในส่วนโพสต์เพดมากขึ้น ด้วยเหตุผลคืออย่างใช้ BlackBerry กับแพ็กเกจของเอไอเอส

นี่คือแผนที่วางไว้ และตั้งใจของ BlackBerry ตามกลยุทธ์การเป็นพันธมิตรกับผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือทั่วโลก เพื่อช่วยสร้างยอดขาย โดยเฉพาะกับการปักธง “สมาร์ทโฟน” อีกรอบด้วยการขยายฐานจากกลุ่มลูกค้านักธุรกิจมายังลูกค้าทั่วไปมากขึ้น ตอบสนองฟังก์ชันการใช้งานมากขึ้น จากเดิมมีเพียงจุดเด่นเรื่องอีเมลมาเป็นการแชต และเข้าสู่ Social Network ง่ายขึ้น แถมยังบุก “ทัชสกรีน” แข่งกับ “ไอโฟน” เต็มๆ

“เกรกกอรี่ เวดด์” รองประธาน ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก บริษัทรีเสิร์ช อิน โมชั่น หรือ RIM (Research in Motion) บอกเหตุผลว่า เพราะผู้ใช้ BlackBerry ในไทยและประเทศอื่นๆ ทั่วโลกชื่นชอบกับการเข้าถึงข้อมูลและการติดต่อสื่อสารกับคนสำคัญได้ทุกที่ ทุกเวลาด้วยคุณสมบัติของ BlackBerry ทำให้ลูกค้าทั้งที่เป็นนักธุรกิจ วัยรุ่น รวมถึงคนที่มีชื่อเสียงในวงสังคม นักกีฬา ต่างสนับสนุนให้เกิดกระแสตอบรับอย่างดี เพราะยิ่งบุคคลเหล่านี้มีความประทับใจและรู้สึกสะดวกสบายในการติดต่อสื่อสาร ก็ยิ่งส่งผลให้ผู้คนหันมาใช้เพิ่มขึ้นตามไปด้วย

ความต่างด้านเทคนิคที่ทุกอย่างดูเหมือนจะเป็นระบบปิด ตั้งแต่ OS ไปจนถึงฟังก์ชันการใช้งาน กลับเป็นประโยชน์ให้ BlackBerry มากขึ้น เพราะยิ่งปิด ยิ่งมอบความรู้สึก Exclusive ให้กับสาวก BlackBerry ตัวอย่างชัดเจน เช่นโปรแกรมแชต BBM หรือ BlackBerry Messenger นอกเหนือจากโปรแกรม Push Mail ที่กลายเป็นดีเอ็นเอยีนเด่นของ BlackBerry มานาน

ในกลุ่มผู้ถือ BlackBerry ด้วยกัน เมื่อทำความรู้จักกันแล้ว ไม่ใช่แค่ถามถึงเบอร์โทรศัพท์เท่านั้น แต่ยังถามถึง BBM นี่คือความรู้สึก Exclusive เฉพาะกลุ่ม ที่ทำให้กลุ่มคนพิเศษอยากเข้ามาอยู่ในสังคมนี้มากขึ้น จนปัจจุบันยอดขายของ BlackBerry 70% เป็นกลุ่มลูกค้าทั่วไป จากเดิมที่กว่า 80% มาจากลูกค้าองค์กรเป็นหลัก นี่คือผลที่ BlackBerry ได้ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2009

นี่คือ Key Success สำหรับ BlackBerry ที่สรุปได้ว่า 1.เห็นช่องว่างตลาดเสนอโปรดักต์ที่ต่างจากคู่แข่ง โดยเริ่มจากกลุ่มเฉพาะแต่กำลังซื้อสูงอย่างนักธุรกิจ สำหรับการทำงาน สะท้อนให้เห็น Positioning ของสินค้าว่าเป็นไฮเทคโนโลยี 2.การเลือกลยุทธ์การขายผ่านผู้ให้บริการมือถือแบบไม่ผูกขาด เพื่อการแข่งขันอย่างเต็มที่ และ3.การตลาดที่ใช้ Emotional Marketing ผ่านกลไกคือเซเลบริตี้


ค่ายมือถือเปิดศึก
จากกลยุทธ์การขายของ BlackBerry ที่ใช้รูปแบบ Indirect คือการร่วมมือกับผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือทั่วโลก โดยไม่ผูกขาดอยู่กับเจ้าใดเจ้าหนึ่ง และพยายามผลิตรุ่นใหม่ๆ ที่เหมาะกับเครือข่ายที่ให้บริการอยู่ ทำให้ในเมืองไทยนอกจากเอไอเอสแล้ว ยังมีทรูมูฟ และภายในตุลาคมนี้ จะมีดีแทคโดดลงสนามอีกรายหนึ่ง

ที่ผ่านมาเอไอเอส ทำยอด BlackBerry ได้ดีกว่าในกลุ่มลูกค้าองค์กร โดยเฉพาะกลุ่มบริษัทข้ามชาติด้วยส่วนแบ่ง 80% ของยอดขายในไทยทั้งหมด ในระดับเกือบ 20,000 เครื่อง ขณะที่ทรูมูฟต้องโฟกัสที่ไอโฟน แต่เพื่อไม่ให้ตกแทรนด์ ก็ต้องโปรโมต BlackBerry ไปพร้อมกัน

“ปรัธนา” บอกว่า BlackBerry ยังเสริมแบรนด์ “เอไอเอส” ในการสะท้อนถึงความเป็นผู้ให้บริการเครือข่ายข้อมูลที่มีคุณภาพ


ขณะที่ “อริยะ พนมยงค์” หัวหน้าคณะผู้บริหาร ด้านการพาณิชย์ คอนเวอร์เจนซ์ กลุ่มทรู คอร์ปอเรชั่น บอกว่า ไอโฟน และ BlackBerry มีคุณสมบัติตอบสนองกลุ่มเป้าหมายที่ต่างกัน หากใครชอบความบันเทิงมากกว่าต้องไอโฟน แต่หากใครชื่นชอบการส่งอีเมล การเข้าถึง Social Network ก็ต้อง BlackBerry ซึ่งทรูฯต้องทำตลาดทั้งสองแบรนด์ เพราะนี่คือสมาร์ทโฟนที่อยู่ในเทรนด์ของคนรุ่นใหม่

ส่วนยุทธศาสตร์ของการจำหน่าย BlackBerry นั้น “ปพนธ์ รัตนชัยกานนท์” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่และรองหัวหน้ากลุ่มคณะผู้บริหาร ด้านการพาณิชย์ บอกว่า ทุกอย่างต้องมองให้เห็นผลต่อธุรกิจหลักของทรูมูฟ คือการใช้เครือข่ายโทรศัพท์มือถือให้เกิดประโยชน์สูงสุด ปัจจุบันทรูมูฟ มี EDGE Wi-Fi และกำลังทดสอบระบบ 3G เพราะฉะนั้นการนำ BlackBerry รุ่นใดเข้ามาจำหน่ายก็ต้องพิจารณาว่าลูกค้าทรูมูฟจะได้ประโยชน์เพียงใด

นี่คือเหตุผลที่ว่า “เอไอเอส” นำเข้า BlackBerry Strom มาทำตลาดอย่างเต็มที่ แต่ทรูไม่สน เพราะ Strom ไม่สามารถใช้กับ Wi-Fi ที่เป็นธุรกิจหนึ่งของทรูได้ แต่ทรูยอมปัดฝุ่นแถลงแพ็กเกจราคาถูกสำหรับรุ่น Bold รุ่นที่ขายดีที่สุดในเมืองไทย เพราะสามารถใช้ได้ทั้ง Wi-Fi และ 3G

ทั้งเอไอเอส และทรูมูฟต่างงัดกันคนละรุ่นมาทำตลาด พร้อมกับการเสนอแพ็กเกจราคาเพื่อให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าทั่วไปมากขึ้น เอไอเอสกับรุ่น Strom ด้วยราคาขั้นต่ำ 850 บาทต่อเดือนเฉพาะ Non Voice กับความเป็นเทรนด์ของ BlackBerry ทำให้ลูกค้าตัดสินใจได้ไม่ยาก และกลายเป็นส่วนหนึ่งที่ “ปรัธนา” บอกว่ายอดโพสต์เพดเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

ขณะที่ทรูมูฟ กับรุ่น Blod ก็ยอมหั่นราคาให้ลงถึง Mass ยิ่งขึ้นด้วยแพ็กเกจราคาเดือนละ 450 บาท ก็ทำให้ลูกค้าที่เกือบเปลี่ยนใจยังคงอยู่กับค่ายทรูมูฟต่อ

BlackBerry Impact ยังทำให้ “ดีแทค” ไม่อาจนิ่งเฉยได้อีกต่อไป เพราะไม่เกินเดือนตุลาคมนี้ ดีแทคจะเป็นอีกหนึ่งค่ายมือถือที่ขาย BlackBerry เหตุผลคือดีแทคเห็นว่า BlackBerry เริ่มเข้าสู่ตลาด Mass ซึ่งตรงกับกลุ่มเป้าหมายของดีแทคมากกว่า โดยเตรียมกลยุทธ์การแข่งขัน คือศักยภาพเครือข่ายของ EDGE Network ที่ดีแทคชูจุดขายว่าเร็ว และเสถียรที่สุด

ที่สำคัญดีแทคตัดสินใจได้ง่ายกับการทำข้อตกลงกับ BlackBerry การนำเข้าแต่ละครั้ง ในแต่ละรุ่นไม่จำเป็นรับมาจำนวนมากเหมือนกรณีของไอโฟน เพราะฉะนั้นความเสี่ยงด้านธุรกิจไม่สูง

แน่นอนกับ BlackBerry Trend นี้ ดีแทคไม่เพียงหวังภาพลักษณ์ แต่ยังหวังรายได้จากฐานลูกค้าที่ใช้ดีแทคมากขึ้น และยังเตรียมพร้อมสำหรับเครือข่าย 3G ในอนาคต

กระแส BlackBerry เวลานี้จึงไม่เพียงแค่สร้าง BB Lover ให้ลุกลามมากขึ้น แต่ยังกำลังเปิดศึกอีกมุมหนึ่งของค่ายมือถือบ้านเราอย่างที่เห็น และเมื่อยิ่งแข่งขันกันมาก ตลาดคึกคักและแบรนด์ BlackBerry ถูกพูดถึงผ่านสื่อมากขึ้น จนสามารถมองเห็นอนาคตได้ว่ายอดของ BlackBerry คงหนีไม่พ้นที่จะพุ่งขึ้นเป็น 2 เท่าอย่างแน่นอน



“พิม ซอนย่า” เซลส์แมนระดับเซเลบฯ

ที่ Bedsuperpub ย่านสุขุมวิท ในค่ำคืนกลางเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา คลาคล่ำไปด้วยดารา นางแบบ และเซเลบริตี้สุดฮอตที่มาปาร์ตี้กันในงานเปิดตัว BlackBerry Strom คืนนี้เป็นอีกคืนหนึ่งที่ “พิม ซอนย่า คูลลิ่ง” เป็น MC ให้กับ BlackBerry

3 ปีแล้วที่ “พิม” ใช้ BlackBerry ตั้งแต่รุ่น Pearl จนวันนี้แน่นอน “พิม” บอกว่า “ต้องถือ Storm สิคะ” หลังจากเอไอเอสเพิ่งเปิดตัวร่วมกับ BlackBerry เมื่อช่วงกลางวันที่ผ่านมา

“พิม” รักใน BlackBerry ถึงขั้นที่เธอบอกว่ารุนแรง จัดเป็นสาวกคนหนึ่งที่ทำหน้าที่เผยแพร่ BlackBerry หรือที่ในกลุ่มเรียกกันว่า BB ให้กับเพื่อนดารา นางแบบด้วยกันใช้จำนวนมาก

“เยอะคะ พิมเห็นว่าดีก็แนะนำให้ใช้ พี่นกฉัตรชัย (เปล่งพานิช) ก็ใช้ และตอนนี้ครอบครัวพี่นกก็ใช้กันหมด ทาทา (ยัง) ก็ใช้ และอีกหลายคน ตอนนี้ช่วยขายได้ 100 กว่าเครื่องแล้วมั้งคะ”

“พิม” บอกว่าเธอไม่ได้ค่าคอมมิชชั่นใดๆ จากการขาย BB แต่สิ่งที่เธอได้โดยอัตโนมัติคือความเป็น Brand Ambassador ที่บริษัทรีเสิร์ช อิน โมชั่น ผู้ผลิตเจ้า BB นี้ไม่ได้แต่งตั้งให้ แต่คนในวงการยกตำแหน่งนี้ให้ และหลายครั้งในงานเปิดตัว BB ในเอเชีย เธอก็บินไปเป็น MC หรือพิธีกรบนเวที โดยมีผลตอบแทนเพียงค่าขนมนิดหน่อย


ที่มา สุกรี แมนชัยนิมิต
Positioning Magazine   กรกฎาคม 2552

เมื่อคุณอยากจะซื้อสินค้าหรือบริการอะไรซักอย่าง.! หลายครั้งคุณมักจะเลือกเข้าไปหาข้อมูลจากหลายแหล่งที่มาเพื่อประกอบการตัดสินใจใช่ไหมครับ? และแน่นอนส่วนใหญ่คุณก็มักจะนึกถึง “เว็บไซต์ของเจ้าของสินค้า (Brand Site)” เป็นเว็บไซต์แรกๆ ที่จะเข้าไปค้นหาข้อมูล เช่น ผมอยากซื้อโทรศัพท์มือถือของ HTC ผมก็จะเข้าเว็บของ HTC ก่อนเป็นเว็บแรกๆ  เพราะคาดว่าจะได้รับข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าที่ถูกต้อง เชื่อถือได้ จากผู้ขายโดยตรง ซึ่งส่วนใหญ่ (ส่วนใหญ่น่ะ) เว็บไซต์ของสินค้า-บริการหรือขององค์กรต่างๆ มักให้ความสำคัญกับการให้ข้อมูลสินค้าและบริการเพียงอย่างเดียว แต่ไม่สามารถทำให้ลูกค้าสามารถสั่งซื้อสินค้าได้ทันที พูดง่ายๆ คือเป็นเว็บไซต์ในรูปแบบเว็บแค็ตตาล๊อก (Catalogue) มากกว่าที่จะเป็นขายสินค้าเต็มรูปแบบ (E-Commerce) ด้วยเหตุผลหลายๆ อย่าง เช่น องค์กรยังไม่มีความพร้อมในการขายสินค้าผ่านเว็บไซต์ หรือบางครั้งองค์กรบางแห่งก็ไม่สามารถขายสินค้าได้โดยตรง เพราะอาจจะไปขายแข่งกับตัวแทนจำหน่ายของตัวเอง ที่มีอยู่ทั่วประเทศ แต่คุณเชื่อไหมว่าเรามีหลายวิธีการที่จะสามารถทำให้เว็บไซต์ของเราสามารถขายสินค้าในรูปแบบวิธีต่างๆ เราลองมาดูกัน

 

เชื่อไหมครับว่าปัจจุบันนี้ เว็บไซต์ขององค์กร หรือสินค้าหลายๆ แห่ง (แต่ยังไม่มาก) เริ่มหันมาสนใจที่อยากจะทำการขายสินค้าออนไลน์ หรือ E-Commerce ของตนเองขึ้นมาเพื่อขยายช่องทางการขายออกไปยังทั่วประเทศ หรือทั่วโลกง่ายๆ ผ่านทางเว็บไซต์ เพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายและสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่ส่วนใหญ่มักมีความต้องการซื้อ สินค้าทางออนไลน์ทันที  ดังนั้นจะดีไหมหนอ “หากสินค้าและบริการของคุณสามารถขายสินค้าได้ทันที ที่ลูกค้ามีความต้องการอยากซื้อสินค้า ซึ่งจะสามารถสร้างความพึงพอใจให้กับลุกค้าสุงสุด รวมถึงยอดขายของธุรกิจของคุณได้ทันที”

    ผมขอหยิบยกตัวอย่าง กรณีศึกษาของเว็บไซต์ที่มีการเพิ่มการขายสินค้าออนไลน์เข้ามาในเว็บไซต์ได้อย่างน่าสนใจ เช่น กรณีของเว็บไซต์ของทาง Microsoft ที่เมื่อก่อนนี้  ไม่สามารถซื้อสินค้าของ Microsoft ทางออนไลน์ได้เลย หากสนใจจะซื้อ ทาง Microsoft จะมีรายชื่อและเบอร์ติดต่อของตัวแทนที่ขายให้เท่านั้น หากลองมองกลับกัน หากเราเป็นลูกค้า ที่มีความต้องการซื้อสินค้าของ Microsoft ทันที (เพราะ มะรืนนี้จะมีคนมาตรวจซอฟแวร์ลิขสิทธิ์ในบริษัท) แต่พอไปเจอว่า หากจะซื้อต้องไปติดต่อตัวแทนของทาง Microsoft อีกที เราคงเซ็งไม่ใช่น้อย เพราะการซื้อผ่านตัวแทนมันคงใช้เวลาและขั้นตอนไม่ใช่น้อยเลย ซึ่งเราเองก็ต้องการซื้อทันที และอยากซื้อเต็มแก่แล้ว พอมาเจอแบบนี้ อาจจะทำให้การตัดสินใจซื้อสินค้าหายไปได้เช่นกัน

    ซึ่งหลังจากที่ทาง Microsoft ได้วิเคราะห์ดูแล้วพบว่า ลูกค้าส่วนใหญ่ที่เข้ามาในเว็บไซต์ ส่วนใหญ่มีความต้องการซื้อซอฟต์แวร์ทันที ดังนั้นทาง Microsoft จึงได้เปิดการขายสินค้าซอฟต์แวร์ของทาง Microsoft ทางออนไลน์ได้ทันที ผ่านเว็บไซต์  http://www.msonlinestore.com ซึ่งหลังจากเปิดตัวก็ได้รับความสนใจจากลูกค้ามากมาย เพราะลูกค้าจะมั่นใจมากกว่า เพราะเค้าได้ซื้อกับเว็บไซต์ของ Microsoft โดยตรง ซึ่งหลังจากที่เปิดให้บริการไปทำให้ Microsoft สามารถสร้างรายได้จากการขายซอฟต์แวร์ผ่านช่องทางๆเว็บไซต์ได้มากขึ้น และเป็นกลุ่มลูกค้ากลุ่มใหม่ ที่อยู่ในพื้นที่ทาง Microsoft ไม่สามารถเข้าถึงได้ในช่องทางปกติ เช่น ลูกค้าในต่างจังหวัด ตำบลไกลๆ ที่ไม่มีตัวแทนสินค้าของ Microsoft ขาย โดยลูกค้าสามารถเลือกชำระเงินผ่านช่องทางออนไลน์ได้แก่ บัตรเครดิต เพย์พาว หรือ เพย์สบาย หรือเคาเตอร์เซอร์วิสได้อย่างง่ายดาย โดยหลังจากที่ทาง Microsoft ได้รับการสั่งซื้อจากเว็บไซต์ ก็ได้ส่งรายการสั่งซื้อนี้ ให้กับ ตัวแทนขายที่มีความพร้อมในการรองรับที่จะส่งสินค้าให้กับลูกค้าที่อยู่ในพื้นที่ๆ ใกล้ที่สุด ซึ่งการค้าในรูปแบบนี้เอง ก็เป็นการช่วยเหลือ และสนับสนุนตัวแทนขายไปได้ด้วยเช่นกัน

 

สื่อสารผ่านโซเชียลเน็ตมีเดียเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า Facebook และ Twitter

หลังจากที่เว็บไซต์พร้อมขายสินค้าแล้ว ทาง Microsoft ก็ได้มีการใช้โซเชียลมีเดีย ได้แก่ Facebook และ Twitter เป็นเครื่องมือในการ สื่อสารกับคนที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย ให้ทราบถึงข่าวสาร และโปรโมชั่นต่างๆ ของสินค้าและผลิตภัณฑ์ และเมื่อผู้ที่สนใจ เห็นข้อความจาก twitter หรือ facebook ก็สามารถคลิกเข้ามาซื้อสินค้าได้ทันที ซึ่งจะเป็นการเชื่อมโยงจาก โซเชียลมีเดีย มายังส่วนหน้าร้านค้าออนไลน์ (E-Commerce) ได้ทันที ทำให้การตลาดผ่านโซเชียลมีเดีย มีความสมบูรณ์และสามารถสร้างยอดขายให้กับธุรกิจได้อีกช่องทางหนึ่ง ซึ่งนอกจากเหนือจากการใช้ โซเชียลมีเดีย ในการสื่อสารกับลูกค้า หรือเป็นใช้เป็นช่องทางในการรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้า
  สุดท้ายแล้วผมว่า นักการตลาดหลายๆ คนคงต้องเริ่มหันกลับไปมองและยอมรับ แล้วว่า การปรับให้เว็บไซต์ของคุณ สามารถทำสร้างยอดขายให้กับธุรกิจได้ ดูจะเป็นแนวทางที่ดีไม่น้อย ซึ่งจะเป็นอีกช่องทางที่เปิดโอกาศการขายของได้ตลอด 24 ชั่วโมง และหลังจากมีเว็บไซต์ที่พร้อมขายแล้ว คุณเองก็จะต้องวางแผนการตลอดออนไลน์ เพื่อทำอย่างไรลูกค้าและกลุ่มเป้าหมายของคุณสามารถรับรู้ และเข้ามาสู่เว็บไซต์ของคุณได้ ผมเชื่อว่าหากแต่ละบริษัทในเมืองไทย เริ่มทำการค้าออนไลน์อย่างเต็มรูปแบบแล้วละก็ การค้าขายออนไลน์ผ่าน E-Commerce ดูจะเป็นช่องทางที่จะช่วยทำให้เศรษฐกิจของประเทศเราเติบโตไปได้อย่างน่าสนใจเลยเดียว .. อะอย่ามั่วแต่อ่านละ… ได้เวลาคิดถึงเว็บไซต์ขององค์กรคุณเองว่าพร้อมขายของแล้วหรือยัง? หายังไม่พร้อม และมีมีข้อมูลไม่พอ ลองไปอ่านเพิ่มเติมที่ของผมละกันครับ มีข้อมูลเพียบครับ

เครือเจริญโภคภัณฑ์ พลิกโฉมกิจการค้าปลีก-ห้างสรรพสินค้าในจีน รับตลาดคนรุ่นใหม่ 

เอเอสทีวีผู้จัดการ—จากเดอะ บุนด์ ย่านเมืองเก่าแห่งผู่ซี ที่เป็นแหล่งตึกยุคอาณานิคม ทรงคลาสิกอันลือชื่อของมหานครเซี่ยงไฮ้ ลงอุโมงค์ใต้น้ำไฮเทคแสงสีตระการตา ข้ามแม่น้ำหวงผู่เจียง มายังฝั่งผู่ตง เดินลัดเลาะ ผ่านตึก “หอคอยไข่มุกแห่งตะวันออก”ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ศูนย์กลางการเงินแห่งมหานครเซี่ยงไฮ้ ไม่กี่อึดใจก็เห็น Super Brand Mall ตระหง่านท่ามกลางดงตึกสูงระฟ้า


       
       เครือเจริญโภคภัณฑ์ ที่ชาวจีนรู้จักในนาม เจี๋ยไต๋ กรุ๊ป หรือสำเนียงจีนกลาง เจิ้งต้า จี๋ถวน(正大集团) ได้ผุดโครงการธงนำของเครือบริษัทอีกหนึ่งโครงการคือ Super Brand Mall หรือในชื่อจีน เจิ้งต้า กว่างฉั่ง (正大广场) สาขาแห่งแรกที่ศูนย์กลางการเงินและการค้ารุ่ยเจียจุ่ย เขตผู่ตง มหานครเซี่ยงไฮ้ เมื่อปี 2547 ด้วยเงินทุนก่อสร้าง 480 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็นห้างสรรพสินค้าใหญ่ระดับ 5 ดาว ตัวตึก 13 ชั้นบนพื้นที่สองแสนห้าหมื่นตารางเมตร มุ่งเจาะตลาดผู้บริโภคระดับบน ด้วยสินค้าและบริการระดับพรีเมี่ยมอันหลากหลายในสี่ภาคสินค้าและบริการตามสโลแกน คือ Fashion&Style, Fun, Beauty, Food&Drink
       
       นอกจากนี้ เมื่อปลายปีที่ผ่านมา เครือเจริญโภคภันฑ์ได้ปรับโฉม (Rebranding) กิจการโลตัส เพื่อสร้างซุปเปอร์เซนเตอร์ที่ทันสมัยสำหรับลูกค้ารุ่นใหม่ พลิกโฉมจากการเป็นซุปเปอร์สโตร์ทั่วไป เป็นร้านค้าปลีกทันสมัยภายใต้แนวคิด International Fashion Trends และเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “ซี.พี.โลตัส” พร้อมกันนี้ยังได้ปรับเปลี่ยนตราสัญลักษณ์ (Logo) และ สี (Color) จากเดิมสีเขียวเป็นสีแดงสดใส และซุปเปอร์มาร์เก็ต 5 ดาว “ซี.พี.โลตัส” แห่งแรกก็ได้เปิดดำเนินการที่ Super Brand Mall
       
       คุณ สุภกิต เจียรวนนท์ ประธานกรรมการ (ร่วม) ซุปเปอร์แบรด์มอลล์ ได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับแผนกลยุทธ์กิจการค้าปลีกและห้างสรรพสินค้าในประเทศจีน ระหว่างที่กลุ่มผู้สื่อข่าวไทยเยี่ยมชม Super Brand Mall สาขาแรกที่ผู่ตง มหานครเซี่ยงไฮ้ เมื่อวันที่ 7 ก.ค. 2553
       
       การปรับโฉมธุรกิจค้าปลีกที่ทันสมัย และบุกเบิกห้างสรรพสินค้าระดับ 5 ดาว อย่าง Super Brand Mall นับเป็นก้าวย่างที่เหมาะเจาะ เนื่องจากขณะนี้เป็นช่วงจังหวะของตลาดผู้บริโภครุ่นใหม่จีน เป็นยุคที่คนรุ่นใหม่ หรือกลุ่มประชากรรุ่น “ลูกคนเดียว” ที่เกิดและเติบโตในยุคหลังการปฏิรูป เปิดประเทศระหว่างทศวรรษที่ 1980 กำลังก้าวสู่วัยทำงาน แต่งงาน มีครอบครัว และเป็นกลุ่มคนทำงานประเภท ไวท์ คอลาร์(white collar) ซึ่งเป็นกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูง
       
       เครือเจริญโภคภัณฑ์ยังมีแผนสร้างห้างสรรพสินค้าระดับ 5 ดาว Super Brand Mall ในภาคต่างๆอีก 4 แห่ง ได้แก่ ที่มลฑลภาคกลาง คือเมืองลั่วหยาง มณฑลเหอหนัน, มณฑลภาคตะวันออกคือ มณฑลซันตง, เขตเมืองเก่าผู่ซีของนครเซี่ยงไฮ้, และมณฑลยักษ์ใหญ่ทางภาคใต้ ที่เมืองกว่างโจว (กวางเจา) มณฑลกว่างตง (กวางตุ้ง)
       
       ขณะนี้โครงการก่อสร้าง Super Brand Mall ที่เมืองลั่วหยาง ได้เดินหน้า โดยประมูลที่ดินสำหรับก่อสร้างโครงการได้แล้ว สำหรับโครงการฯที่นี่ จะใช้เงินลงทุน สองพันล้านเหรียญสหรัฐ เป็นโครงการคอมเพล็กซ์ใหญ่ ที่มีทั้งห้างสรรพสินค้า คอนโดมิเนียม และโรงแรม


       
       แผนการขยาย ซุปเปอร์มาร์เก็ต โลตัส
       สำหรับซุปเปอร์มาร์เก็ต แบรนด์ โลตัส (Lotus) ที่เครือเจริญโภคภัณฑ์ได้บุกเบิกมาตั้งแต่ปี 2540 รวมเวลา 13 ปีแล้ว ปัจจุบันมีร้านสาขาโลตัส กระจายแทบทุกมณฑล 73 สาขา และยังตั้งเป้าขยายสาขาโลตัสในจีน ถึง 1,000 สาขา ใน 10 ปีข้างหน้า
       
       สำหรับตลาดซุปเปอร์มาร์เก็ตในประเทศจีน โลตัสได้ก้าวขึ้นมาเป็นอันดับสี่ โดยแชมป์ใหญ่สามอันดับแรก ได้แก่ อาร์ที มาร์ท (R.T. Mart), คาร์ฟูร์ และวอล มาร์ท
       
       โลตัสในจีน มีรายได้หรือยอดขายในปีที่แล้ว (2552) เท่ากับ หนึ่งหมื่นหนึ่งพันล้านหยวน และคาดว่าปีนี้ รายได้จะอยู่ที่ หนึ่งหมื่นสองพันล้านหยวน
       
       กลยุทธ์เจาะตลาด
       คุณสุภกิต เผยถึงกลยุทธการแข่งขันของธุรกิจค้าปลีก และห้างสรรพสินค้าระดับ 5 ดาวนี้ ว่าอันดับแรกคือ การช่วงชิงจุดสถานที่ตั้ง (location) ซึ่งก็เท่ากับว่า ซี.พี. ได้บรรลุเป้าหมายการสร้าง Super Brand Mall สาขาแรกในศูนย์กลางการเงินของมหานครเซี่ยงไฮ้
       
       และกลยุทธการแข่งขันหลัก หรือมวยหลักอันดับต่อมา คือการลุยตลาด “แบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน”อันหมายถึงว่า เขา(คู่แข่ง) มีอะไร เราก็มีเหมือนกัน อย่างเช่น เขามีพื้นที่ห้างฯหมื่นตารางเมตร เราก็มีหมื่นตารางเมตร เขามีสินค้าหมื่นรายการ เราก็มีหมื่นรายการ เป็นต้น
       
       ขณะนี้ จุดดีของโลตัสอยู่ที่ตัวสินค้า อาหารสำเร็จรูปที่มีคุณภาพ มีการส่งเสริมในรายละเอียด และสิ่งที่กำลังทำในขณะนี้คือ การพัฒนาสินค้าที่ตลาดต้องการ แต่คู่แข่งรายอื่นยังไม่มี
       
       แนวโน้มการลงทุนที่ประเทศจีน
       การลงทุนในจีนของเครือเจริญโภคภัณฑ์ปัจจุบัน นอกจากอุตสาหกรรมเกษตรต่อเนื่องครบวงจรแล้ว ยังมีธุรกิจภาคไอที การสื่อสาร อุตสาหกรรมพลาสติกและภาคผลิตยานยนตร์คือ มอร์เตอร์ไซต์ อย่างไรก็ตาม ธุรกิจหลัก (core business) ของเครือเจริญโภคภัณฑ์ในจีนนั้น ก็ยังคงเป็นธุรกิจค้าปลีก และอาหาร
       
       ใน 3-5 ปีข้างหน้า การลงทุนในประเทศจีน จะมากกว่าในประเทศไทยด้วยซ้ำ แต่ก็ไม่ทิ้งคนไทย โดยพยายามนำแบรนด์ไทยมานำเสนอในตลาดจีน และการลงทุนของเครือเจริญโภคภัณฑ์ในประเทศจีน 2-3 ปีข้างหน้า จะมีมูลค่าไม่ต่ำกว่าหนึ่งพันล้านเหรียญสหรัฐ
       
       สำหรับการเข้าไปลงทุนในพื้นที่ใหม่ เครือเจริญโภคภัณฑ์ไม่ได้ลุยเดี่ยวเข้าไปในทุกแห่ง ในบางพื้นที่ก็ดึงธุรกิจท้องถิ่นที่เก่ง มีความชำนัญเฉพาะด้าน มาเป็นพันธมิตรร่วมลงทุน และแหล่งเงินทุนส่วนหนึ่ง ก็มาจากผู้ร่วมทุนเหล่านี้ด้วย
       
       ปัญหาความท้าทายในการดำเนินธุรกิจที่จีน
       การพัฒนาบุคคลากรที่จะมาร่วมงาน การสร้างเด็กรุ่นใหม่นับเป็นงานที่ยาก เนื่องจากคนกลุ่มนี้ มีบุคลิกที่แตกต่างจากคนรุ่นพ่อแม่ที่ต่อสู้ชีวิตมากกว่า เนื่องจากพวกเขาเติบโตในช่วงที่จีนกำลังมั่งคั่ง และส่วนใหญ่เป็นลูกคนเดียว ที่ได้รับการประคบประหงมจากครอบครัว ฝ่ายบริหารบริษัทได้กำหนดแผนการพัฒนาในส่วนนี้ ซึ่งน่าจะได้ผล 80 เปอร์เซนต์ ส่วนที่เหลือนั้น ก็ขึ้นอยู่กับตัวคน
       
       การควบคุมการขยายตัวภาคอสังหาริมทรัพย์ ที่รัฐบาลจีนดำเนินอยู่เวลานี้ มีผลต่อการขยายธุรกิจหรือไม่?
       ด้วยกระแสวิตกฟองสบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์ และการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ร้อนเกิน ขณะนี้รัฐบาลจีนได้ดำเนินมาตรฐานควบคุม อาทิ ชะลอการปล่อยกู้ของธนาคาร แต่โครงการบางกลุ่มที่รัฐบาลส่งเสริมก็ยังเดินหน้าต่อไปได้ และเครือเจริญโภคภัณฑ์เชื่อว่ามาตรการควบคุมฯของจีน จะไม่เป็นอุปสรรคต่อการผลักดันโครงการของบริษัท

 

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 12 กรกฎาคม 2553

edit @ 12 Jul 2010 13:55:31 by Brain food อาหารสมอง