Marketing

Mobile Coupon จาก Target

posted on 18 Jul 2010 21:57 by sarawutpat in Marketing

Target ซูเปอร์มาร์เก็ตยักษ์ใหญ่ของอเมริกากับกลุยุทธ์แคมเปญ Mobile Coupon Campaign  ให้ลูกค้ารับคูปองลดราคาผ่านทางโทรศัพท์มือถือ โดยนำมาสแกนกับ barcode ที่จุดชำระเงิน

Target ให้ข่าวว่าเป็นเจ้าแรกของอเมริกาที่นำคูปองมือถือ “Mobile Coupon” มาใช้กับร้านค้า

ลูกค้าสามารถเข้าไปเอาคูปองจาก Barcode ทางเว็บไซต์ หรือทางโทรศัพท์ก็ได้  ซึ่ง Target ได้ตรียมสินค้าลดราคามากมายให้เลือกทั้งสองทาง   หลังจากถ่าย Barcode มาแล้ว  โทรศัพท์จะพาเข้าสู่หน้าเว็บไซต์ที่มีคูปอง  ซึ่งแต่ละคูปองสามารถใช้ได้เพียงครั้งเดียว พร้อมกับวันหมดอายุที่กำหนดไว้

นอกจากคูปองมือถือแล้ว  เจ้า Barcode ที่ว่านี้ยังอนุญาติให้เราเช็ค stock สินค้า สาขาของ Target ใกล้บ้าน ซื้อจัดการกับ Gift Card, Gift Registry และยังสามารถดูแผ่นพับโฆษณาตัวล่าสุดผ่านทางโทรศัพท์มือถือได้เช่นกัน

 

นอกจาก Target แล้ว JCPenney ห้างสรรพสินค้าแห่งใหญ่ของอเมริกา ก็มีโปรแกรมคูปองมือถือเสนอให้เช่นกัน  ด้วยการให้ลูกค้าดาวน์โหลดคูปอง และนำไปใช้เป็นส่วนลดในห้างได้เลย

ตลาด Mobile Advertising กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง

หากกล่าวถึงตัวเลขการเติบโตของ Mobile Advertising   ปัจจุบันมีมูลค่าเม็ดเงินในตลาด US มากถึง US$4.1 พันล้าน และคาดการว่าจะเติบโตถึง US$12 พันล้าน ในปี 2014 (คาดการณ์โดย Jupiter Research)   เติบโต 24% ในอีก 4 ปีข้างหน้า

 

จาก Marketingoops

ประเทศอินเดียจะมีการเลือกตั้งทั่วไปในช่วงเดือนเมษายนและพฤษภาคมนี้ มีผู้มีสิทธิ์ออกเสียงทั้งหมดประมาณ 700 ล้านคน และในจำนวนนี้มีอยู่ 100 ล้านคนที่เป็นผู้มีสิทธิ์โหวตครั้งแรก(เพิ่งอายุถึง)อายุอยู่ระหว่าง 18-24 ปี

แน่นอนว่านักการเมืองอินเดียไม่ต้องการพลาดตลาดนี้อยู่แล้ว ในช่วงนี้ไม่ว่ารัฐบาลหรือฝ่ายค้านจึงแห่กันมาใช้บล็อก, social network, SMS, วิดีโอออนไลน์ และแคมเปญอื่นๆ ที่ใช้อินเทอร์เน็ตเป็นสื่อกันยกใหญ่ เหตุผลของอินเทอร์เน็ตบูมครั้งนี้เกิดจากเศรษฐกิจอินเดียที่เติบโตต่อเนื่องมาหลายปีติดกัน ทำให้วัยรุ่นอินเดียเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้มากขึ้นมาก นอกจากนี้ก็ยังมีกรณีศึกษาของบารัค โอบามา และการก่อวินาศกรรมในเมืองมุมไบ ซึ่ง social media เหล่านี้ได้พิสูจน์ให้นักการเมืองเห็นว่ามันเป็นการสื่อสารที่ทรงประสิทธิภาพของคนรุ่นใหม่

L.K. Advani หัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน BJP นั้นมีทั้งบล็อกและ iPhone แต่ที่ไม่ธรรมดาคือเขาอายุ 81 ขวบแล้ว เขาเขียนในบล็อกของตัวเองว่า ตลอดอาชีพการเมืองของเขา 60 กว่าปี เขานิยมนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ในการหาเสียงตลอด ตั้งแต่สมัยไดอารีดิจิทัลของ Casio จนมาถึง iPhone ในปัจจุบัน ส่วนพรรค BJP ตอนนี้กำลังหาเสียงผ่าน YouTube และจ้างคนรุ่นใหม่จำนวนมากมาระดมทำแคมเปญผ่านอินเทอร์เน็ต

ส่วนฝั่งรัฐบาล คนที่โดดเด่นคือราหุล คานธี วัย 38 ปีซึ่งเป็นลูกชายของอดีตนายกรัฐมนตรีราจิฟ คานธี และหัวหน้าพรรคคองเกรส โซเนีย คานธี ซึ่งใช้ Facebook หาเสียงสนับสนุน พรรคฝ่ายรัฐบาลนั้นยังได้ซื้อสิทธิ์เพลงประกอบภาพยนตร์ Slumdog Millionaire มาใช้ในการหาเสียงอีกด้วย

นอกจากแคมเปญจากพรรคการเมืองแล้ว ยังมีบริษัท Tata Tea ที่ผลักดันแคมเปญส่งเสริมให้วัยรุ่นในเขตเมืองออกมาใช้สิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งชื่อ Jaago Re! อีกด้วย

 

ที่มา - รอยเตอร์

ความแรงของ “ไอโฟน” ของค่ายแอปเปิลที่เคยอินเทรนด์สุดๆ ในไทย กำลังถูกดับรัศมี จาก “BlackBerry” แบรนด์ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนจากคานาดา แบรนด์ที่สามารถเปลี่ยนตัวเองจากลูกค้าธุรกิจมาสู่ตลาดแมสอย่างได้ผล ชนิดที่เบียด “ไอโฟน” ตกขอบเวที “สมาร์ทโฟน” จนกกลายเป็น BB Lover กลบ iPhone Lover ไปเสียสนิท ชนิดโอเปอเรเตอร์ต้องหันเปิดศึก BlackBerry กันสนั่นเมือง

“ไอโฟน” เคยเป็นผู้ผลิต Look & Feel ให้ “สมาร์ทโฟน” เปลี่ยนจากสินค้าสำหรับกลุ่มชื่นชอบเทคโนโลยี ใช้ประโยชน์ในการทำงานเป็นหลัก มาอยู่ในกลุ่มแฟชั่น และ Trend Setter ที่ใช้งานมัลติมีเดียได้สนุกขึ้น แต่ช่วงโอกาสทองของ “ไอโฟน” อยู่ไม่นานนัก เพราะเงื่อนไขชอง “ไอโฟน” ที่ทำให้การตลาดแบบเข้าแถวไม่ขลังอีกต่อไป

“ไอโฟน” มาเร็วไปเร็ว
 

“ไอโฟน” ในไทยมีตัวแทนการขายอย่างเป็นทางการในไทยคือ “ทรู คอร์ปอเรชั่น” แม้จะไม่ใช่สัญญาผูกขาดให้ทรูรายเดียว แต่ก็ยังไม่มีค่ายมือถือรายไหนนำเข้ามาจำหน่ายแข่ง เพราะเงื่อนไขสุดหิน ตั้งแต่กำหนดให้ต้องสั่งสินค้าเข้ามาตุนไว้เป็นหลักแสนเครื่อง ในราคาสูงเกิน 2 หมื่นบาท ห้ามทำกำไรเกินกว่า 5% เมื่อเจอข้อกำหนดแบบนี้ ทำให้ทรูมูฟเองยังต้องสร้างแพ็กเกจสำหรับ ไอโฟน 3G ให้ลูกค้าทำสัญญาใช้บริการอย่างน้อย 2 ปี และแม้จะพยายามใช้ Word of Mouth Marketing ผ่านเซเลบริตี้อยู่บ้าง แต่ก็ใจไม่ถึงพอ ทั้งการไม่มีส่วนลดพิเศษที่เป็นสัญลักษณ์บอกถึงความพิเศษ และยังกำหนดสัญญาการใช้ที่นาน คำบอกเล่าหรือคำแนะนำต่อให้เพื่อนใช้ไอโฟนจึงไม่แรง

ยิ่งไปกว่านั้นกลุ่ม Trend Setter ที่เป็นเป้าหมายของไอโฟนเองก็หิ้วไอโฟนจากอเมริกามานานเป็นปีก่อนที่ทรูจะทำ ตลาดอย่างเป็นทางการ ทำให้ทรูปั่นยอดไม่ขึ้น การตลาดที่ควรต้องทำอย่างเต็มที่จึงทุ่มได้ไม่มาก รวมทั้งตลาดในเวลานี้ว่ากันว่าไต่อยู่แค่ 6 หมื่นเครื่องโดยรวมจาก Grey Market ที่หิ้วเองจากต่างประเทศและซื้อตามมาบุญครองแล้ว

เมื่อโคลนนิ่ง “ไอโฟน” มากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งทำให้ “ไอโฟน” แผ่ว เปิดช่อง BlackBerry ที่กำลังรุกเข้าตลาดลูกค้าทั่วไปมีโอกาสมากขึ้น และการตลาดแบบ Emotional Marketing ผ่าน Celebrity ได้ถูกนำมาใช้ เมื่อเซเลบฯนิยมสินค้าใด มักทำให้ผู้ที่ชื่นชอบคนดังหลงใหลตาม เป็น Emotional Marketing Strategy ซึ่ง BlackBerry เคยทำสำเร็จมาแล้วในต่างประเทศ และกลยุทธ์นี้เข้มข้นมากขึ้น

เมื่อ BlackBerry มุ่งเข้าหาตลาด Consumer หรือลูกค้าทั่วไป หลังจากตลาดองค์กร ผู้บริหารระดับสูงเริ่มอิ่มตัว ทำให้กลยุทธ์การตลาดที่เคยเน้นสื่อสาร Functional ของตัวเครื่อง หันมาใช้ Celebrity Marketing เพื่อเป็นสื่อถึงลูกค้าทั่วไปมากขึ้น เพราะสินค้าที่แพงและดูไฮเอนด์ กลุ่มเป้าหมายมักซื้อด้วยเหตุผลเพียงเพราะอยากได้ เมื่อเห็นคนที่มีชื่อเสียงใช้

ปัจจัยที่เป็นจุดเปลี่ยนตลาดในไทยที่ทำให้ BlackBerry เป็น “สมาร์ทโฟนออฟเดอะทาวน์” ขึ้นมา เพราะค่ายมือถือเจ้าตลาด “บริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส” หรือเอไอเอส ออกแรงเต็มที่ หลังจากสามารถทำยอดขายให้ BlackBerry ในไทยได้ถึง 80% ของยอดขาย BlackBerry ทั้งหมดในไทยที่ขณะนี้มีอยู่ประมาณ 20,000 เครื่อง



100 Topteer เริ่มกระแส สาวก BB


จากการมีฐานลูกค้าที่แข็งแรงในกลุ่มระดับท็อปของสังคม บวกกับความต่างของตัวเครื่อง ผู้ใช้โทรศัพท์มือถือที่เป็น “ครีม” หรือระดับ Topteer ของตลาดมือถือ ล้วนอยู่ในเครือข่ายของเอไอเอส ในฐานะที่เป็นค่ายมือถือที่เกิดก่อน และมีจุดขายเรื่องเครือข่ายที่ครอบคลุมพื้นที่มากกว่าคู่แข่งมานาน เมื่อต้องทำตลาดเครื่องมือถือสำหรับไฮเอนด์จึงไม่ยาก

ระบบ CRM (Customer Ralationships Management) ของเอไอเอสภายใต้โปรแกรมเซเรเนด ที่ให้สิทธิพิเศษต่างๆ แม้กระทั่งศูนย์บริการก็แยกสัดส่วนเฉพาะให้ดู Exclusive เป็นตัวอย่างหนึ่งที่เป็นเสน่ห์ดึงลูกค้ากลุ่มนี้อยู่กับเอไอเอสมานานหลายปี

“ปรัธนา ลีลพนัง” ผู้อำนวยการส่วนงานบริการเสริม เอไอเอส บอกว่าในกลุ่ม Topteer ของเอไอเอส มีทั้งดารา นางแบบ และเซเลบริตี้ รวมไปถึงซีอีโอ และระดับแมนเนเจอร์ขององค์กรต่างๆ กว่า 20,000 คน สำหรับการทำตลาด BlackBerry ได้เลือกกลุ่มนี้ประมาณ 100 คน เป็น Influencer ให้ทดลองใช้เครื่อง และเมื่อถึงเวลาจำหน่ายได้ให้ส่วนลดพิเศษ กลุ่มนี้เป็นบุคคลที่สังคมรู้จัก เป็น Opinion Leader และ Trend Setter หากใช้แล้ว ชอบ “Word of Mouth Marketing” ก็เกิดขึ้นได้ไม่ยาก และน่าเชื่อถือมากกว่ากลยุทธ์ใดๆ โดยเฉพาะกับสินค้าที่มีมูลค่าสูง ที่กลุ่มเป้าหมายอยากใช้เพราะให้บุคลิกความเป็น Trend Setter

หลังจากนั้น คือการใช้วิธีการตอกย้ำให้เกิดความเชื่อมั่นกับสินค้ามากขึ้น โดยโฆษณาผ่านสื่อต่างๆ เพื่อยืนยันให้กลุ่มเป้าหมายมั่นใจมากขึ้น

การตลาดผ่านเซเลบฯ เอไอเอสได้ใช้กับ BlackBerry หลายรุ่น โดยเฉพาะใน 3 รุ่นหลัง คือ Bold Curve และ Strom โดยเริ่มจากแจกเครื่องให้กลุ่มเซเลบฯ ทดลองใช้งาน เชิญมาออกอีเวนต์ เมื่อมีการเปิดตัว ซึ่งการเปิดตัวแต่ละครั้งไม่เพียงมีนักข่าวหรือสื่อสายไอทีเท่านั้น แต่สายบันเทิง สายสังคมไฮโซ ก็เป็นเป้าหมายถูกเชิญมาด้วย และภาพเป็นข่าวก็ถูกเผยแพร่ไปโดยอัตโนมัติ ซึ่งมีทั้งแบบฟรีมีเดียที่สื่อสัมภาษณ์เซเลบฯเหล่านั้นเอง กับการซื้อพื้นที่โฆษณา


“โอบามา” Double Impact



เมื่อมีกระแสจากต่างประเทศมาถึงไม่ว่าจะเป็นดาราฮอลลีวู้ด หรือแม้แต่ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา “บารัค โอบามา” ใช้ BlackBerry “ปรัธนา” บอกว่า นี่คือ Double Impact ที่ส่งกลับมายังตลาดเมืองไทย สัญญาณหนึ่งที่บอกว่าเอไอเอสมาถูกทางคือ ขณะนี้มีฐานลูกค้าใหม่ในส่วนโพสต์เพดมากขึ้น ด้วยเหตุผลคืออย่างใช้ BlackBerry กับแพ็กเกจของเอไอเอส

นี่คือแผนที่วางไว้ และตั้งใจของ BlackBerry ตามกลยุทธ์การเป็นพันธมิตรกับผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือทั่วโลก เพื่อช่วยสร้างยอดขาย โดยเฉพาะกับการปักธง “สมาร์ทโฟน” อีกรอบด้วยการขยายฐานจากกลุ่มลูกค้านักธุรกิจมายังลูกค้าทั่วไปมากขึ้น ตอบสนองฟังก์ชันการใช้งานมากขึ้น จากเดิมมีเพียงจุดเด่นเรื่องอีเมลมาเป็นการแชต และเข้าสู่ Social Network ง่ายขึ้น แถมยังบุก “ทัชสกรีน” แข่งกับ “ไอโฟน” เต็มๆ

“เกรกกอรี่ เวดด์” รองประธาน ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก บริษัทรีเสิร์ช อิน โมชั่น หรือ RIM (Research in Motion) บอกเหตุผลว่า เพราะผู้ใช้ BlackBerry ในไทยและประเทศอื่นๆ ทั่วโลกช